จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

09 สิงหาคม 2555

โปรโตคอล (Protocol)


คำนำ
               
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา วิชา ความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาและการหาความรู้ในเรื่อง โปรโตคอล (Protocol) ซึ่งรายงานเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับโปรโตคอล (Protocol) จะมีความหมายของโปรโตคอล (Protocol) การใช้งานและการทำงานของโปรโตคอล (Protocol) และยังมีโปรโตคอล (Protocol) ชนิดอื่นๆอีก เช่น HTTP, IP, IMPA, TCP, POP เป็นต้น และยังมีที่มา ประโยชน์ และการนำไปใช้หรือใช้งานของแต่ละอย่างด้วย

การศึกษาค้นคว้ารายงานเรื่อง โปรโตคอล (Protocol) ฉบับนี้ ข้าพเจ้าได้วางแผนการดำเนินงานการศึกษาค้นคว้า และเป็นการศึกษาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ อาทิ ตำรา หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ ต่างๆ และรายงานฉบับนี้ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง อาทิ เช่น การเรียนการสอน การให้ความรู้กับบุคคลทั่วไป และยังมีประโยชน์ในหลายๆด้าน เป็นต้น และหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย

การจัดทำรายงานฉบับนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ไปด้วยดี ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ อาจารย์  ที่ท่านได้ให้คำแนะนำการเขียนรายงานจนทำให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ในด้านแผนปฏิบัติศึกษาการทำรายงาน การเรียบเรียงเนื้อหา การเขียนบรรณานุกรมได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และข้าพเจ้าหวังว่า เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ที่ได้เรียบเรียงมาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างดี หากมีสิ่งใดในรายงานฉบับนี้จะต้องปรับปรุง ข้าพเจ้าขอน้อมรับในข้อชี้แนะและจะนำไปแก้ไขหรือพัฒนาให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป

    ผู้จัดทำโครงงาน
        
สารบัญ
เรื่อง                                                                                                                                                                       หน้า

คำนำ                                                                                                                                                                         1
สารบัญ                                                                                                                                                                  1 - 3
บทนำ                                                                                                                                                                        4

โปรโตคอล คืออะไร                                                                                                                                              5
หน้าที่การทำงานของโปรโตคอล                                                                                                                       5

โปรโตคอล ตัวที่ 1 – 30                                                                                                                                     6 - 21
-                   โปรโตคอลตัวที่ 1 คือ Hypertext Transfer Protocol (HTTP)                                                     6
-                   โปรโตคอลตัวที่ 2 คือ Post Office Protocol3 (POP3)                                                                  6
-                   โปรโตคอลตัวที่ 3 คือ Bootstrap Protocol (BOOTP)                                                                   7
-                   โปรโตคอลตัวที่ 4 คือ Classless Inter-Domain Routing (CIDR)                                            7 - 8
-                   โปรโตคอลตัวที่ 5 คือ Address Resolution Protocol (ARP)                                                       8
-                   โปรโตคอลตัวที่ 6 คือ NetBIOS Extended User Interface (NetBEUI)                    8
-                   โปรโตคอลตัวที่ 7 คือ  Anycast                                                                                                       8 - 9
-                   โปรโตคอลตัวที่ 8 คือ โพรโทคอล X.25                                                                                           9
-                   โปรโตคอลตัวที่ 9 คือ Routing Information Protocol (RIP)                                                      9
-                   โปรโตคอลตัวที่ 10 คือ Transmission Control Protocol/Internet Protocol (TCP/IP)       10 - 11
-                   โปรโตคอลตัวที่ 11 คือ Open Shortest Path First (OSPF)                                                          11
-                   โปรโตคอลตัวที่ 12 คือ Internet Inter-ORB Protocol IIOP (IIOP)                                       11 - 12
-                   โปรโตคอลตัวที่ 13 คือ Internet Message Access Protocol (IMAP)                                      12 - 13
-                   โปรโตคอลตัวที่ 14 คือ Internetwork Packet Exchange (IPX)                                                  13
-                   โปรโตคอลตัวที่ 15 คือ Interior Gateway Protocol (IGP)                                                           13
-                   โปรโตคอลตัวที่ 16 คือ Internet Protocol Security (IPsec)                                                      13 - 14
-                   โปรโตคอลตัวที่ 17 คือ Reverse Address Resolection Protocol (RARP)                                14
-                   โปรโตคอลตัวที่ 18 คือ Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP)                            14 - 15
-                   โปรโตคอลตัวที่ 19 คือ trivial transfer protocol (TFTP)                                                         15 - 16
-                   โปรโตคอลตัวที่ 20 คือ File Transfer Protocol FTP (FTP)                                                        16
-                   โปรโตคอลตัวที่ 21 คือ Session Initiation Protocol (SIP)                                                        16 - 17
-                   โปรโตคอลตัวที่ 22 คือ Simple Network Managemet Protocol (SNMP)                                17
-                   โปรโตคอลตัวที่ 23 คือ Network Time Protocol (NTP)                                                           17 - 18
-                   โปรโตคอลตัวที่ 24 คือ Telnet                                                                                                            18
-                   โปรโตคอลตัวที่ 25 คือ Network News Transfer Protocol (NNTP)                                      18 - 19
-                   โปรโตคอลตัวที่ 26 คือ User Datagram Protocol (UDP)                                                             19
-                   โปรโตคอลตัวที่ 27 คือ Internet Control Message Protocol (ICMP)                                     19 - 20
-                   โปรโตคอลตัวที่ 28 คือ Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)                                             20
-                   โปรโตคอลตัวที่ 29 คือ โพรโทคอล H.323                                                                                      20
-                   โปรโตคอลตัวที่ 30 คือ Exterior Gateway Protocol (EGP)                                                        21

สรุป                                                                                                                                                                           21
บรรณานุกรม                                                                                                                                                          22






บทนำ

นับตั้งแต่ประเทศไทยได้เข้าสู่การค้า และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมากขึ้น ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าตามเศษฐกิจโลก และมีการพัฒนาตามเศรษฐกิจในประเทศไทยให้เจริญตามกระแสเศรษฐกิจโลกด้วย ในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีนั้นการประยุกต์วิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตร ด้านการศึกษา ซึ่งมีผลต่อการแก้ปัญหาและการดำรงชีวิตของมนุษย์อีกด้วย ดังนั้นการพัฒนาอะไรในแต่ละอย่างต้องก็ต้องมีข้อดีและข้อเสียมาเสมอ ดังนั้นเราควรมีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
ในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการพัฒนาการทางด้าน เทคโนโลยีที่มีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์ มาเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้แก้ปัญหาพื้นฐาน ในการดำรงชีวิตเช่น การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ในระยะแรก เทคโนโลยีที่นำมาใช้ เป็น เทคโนโลยีพื้นฐานไม่สลับซับซ้อนเหมือนดัง ปัจจุบัน การเพิ่มของประชากร และข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นปัจจัยด้านเหตุ สำคัญในการนำและพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นเทคโนโลยีสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กรได้โดยรวดเร็วและถึงตัวบุคคลมากยิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการพัฒนาองค์กรสามารถทำได้หลายระดับและหลายรูปแบบ เช่น การนำไปจัดระบบกระบวนการผลิตอัตโนมัติ (Automation) ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาองค์กร
ดังนั้นในปัจจุบันหลายๆ องค์กรให้ความสนใจกับการพัฒนาองค์กร โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร บ้างก็ยุบรวมหน่วยงาน บ้างก็แยกหน่วยงานออกมา บ้างก็ตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาสนับสนุนและประสานงาน ซึ่งในอดีตเราอาจจะต้องมีทีมงานขึ้นมาทำหน้าที่เป็นพิเศษและต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันมีซอฟท์แวร์หลายๆ บริษัทที่พัฒนาการใช้งานในด้านของการจัดโครงสร้างองค์กรขึ้นมา โดยให้ผู้บริหารสามารถทดลองปรับเปลี่ยนองค์กรเพียงแค่คลิกเมาท์แล้วไปวางหน่วยงานที่ต้องการไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ข้อมูลต่างๆ ของหน่วยงานนั้นๆ ทั้งหมดก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทั้งข้อมูลตำแหน่ง ข้อมูลหน่วยงาน และข้อมูลผู้บังคับบัญชาโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้บริหารสามารถประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น
โปรโตคอล (Protocol)
โปรโตคอล คือ ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ หรือภาษาสื่อสารที่ใช้เป็น ภาษากลางในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกัน การที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกเชื่อมโยงกันไว้ในระบบจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการสื่อสารที่เรียกว่า โปรโตคอล (Protocol) เช่นเดียวกับคนเราที่ต้องมีภาษาพูดเพื่อให้สื่อสารเข้าใจกันได้ โปรโตคอลช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์สองระบบ ที่แตกต่างกันสามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจได้  คือข้อตกลงที่กำหนดเกี่ยว กับการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ทั้งวิธีการส่งและรับข้อมูล วิธีการตรวจสอบข้อผิดพลาดของการส่งและรับข้อมูล การแสดงผลข้อมูลเมื่อส่งและรับกันระหว่างเครื่องสองเครื่อง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโปรโตคอลมีความสำคัญมากในการสื่อสารบนเครือข่าย หากไม่มีโปรโตคอลแล้ว การสื่อสารบนเครือข่ายจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การที่จะทราบว่าโปรโตคอล (Protocol) คืออะไรต้องกล่าวถึงยุคแรกของการผลิตคอมพิวเตอร์ ในยุคนั้นผู้ผลิตแต่ละรายก็ได้ผลิตคอมพิวเตอร์ตามมาตรฐานของตนเองขึ้นมา ซึ่งสมารถทำงานได้เฉพาะกับเครื่องๆ เดียวเท่านั้น จากการที่มีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบการทำงานที่ทันสมัย ทำให้การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่สำคัญขึ้นมา แต่เนื่องจากการที่เครื่องแต่ละเครื่องผลิตขึ้นมาโดยมาตรฐานที่ไม่เหมือนกัน ทำให้การส่งข้อมมูลระหว่างเครื่องนั้นเป็นไปได้ยาก
หน้าที่การทำงานของโปรโตคอล
1)การแบ่งข้อมูลเป็นส่วนย่อยๆและย่อยกลับเป็นข้อมูลดังเดิม(Segmentation and reassembly)
2) การเติมข่าวสารควบคุมให้กับส่วนข้อมูล (Encapsulation)
              3) การควบคุมการต่อถึงกัน (Connection Control)
              4) การส่งข้อมูลให้ตรงตามลำดับ (Ordered delivery)
              5) การควบคุมการไหลของข้อมูล (Flow control)
              6) การควบคุมความผิดพลาดของข้อมูล (Error control)
              7) การซิงโครไนซ์ (Synchronization)
              8) การกำหนดที่อยู่ (Addressing)
              9) การมัลติเพลกซ์ (Multiplex)
               10) การให้บริการส่งข้อมูล (Transmission services)
โปรโตคอลตัวที่ 1 คือ Hypertext Transfer Protocol (HTTP)
Hypertext Transfer Protocol (HTTP) เป็นกลุ่มของกฎสำหรับการแลกเปลี่ยนไฟล์ (เช่น ข้อความ ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และไฟล์มัลติมีเดียต่าง ๆ) บน World Wide Web ที่สัมผัสกับชุดโปรโตคอลแบบ TCP/IP (ซึ่งทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารสนเทศบนอินเตอร์เน็ต) โดย HTTP เป็นโปรโตคอลแบบประยุกต์ แนวคิดสำคัญของ HTTP คือไฟล์ต่าง ๆ สามารถเก็บการอ้างอิงไฟล์อื่น เพื่อเรียกหรือดึงไฟล์ที่ต้องการ ใน Web server ที่มีไฟล์ HTML และไฟล์อื่นที่เรียกว่า HTTP daemon
ซึ่งเป็นโปรแกรมได้รับการออกแบบให้คอยรับและรักษาการขอ HTTP เมื่อการขอของ HTTP นั้นมาถึง ใน web browser ของเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ใช้จะเป็น HTTP client เพื่อส่งการขอไปยังเครื่องแม่ข่ายเมื่อมีการเรียกไฟล์จาก browser ของผู้ใช้ โดยเปิดไฟล์ของเว็บ (ด้วยการพิมพ์ชื่อ URL) หรือคลิกที่ Hypertext link จากนั้น browser จะสร้างการขอ HTTP และไปยัง IP address ที่ชี้โดย URL เมื่อ HTTP daemon ในเครื่องแม่ข่ายปลายทางได้รับการขอ และประมวลผลเรียบร้อย จะส่งไฟล์ที่ขอกลับมา

โปรโตคอลตัวที่ 2 คือ Post Office Protocol3 (POP3)
POP3 (Post Office Protocol3) เป็นเวอร์ชันล่าสุดขอมาตรฐานโปรโตคอล สำหรับการรับ e-mail โดย POP3 เป็นโปรโตคอล client/sever ที่รับ e-mail แล้วจะเก็บไว้ในเครื่องแม่ข่าย Internet เมื่อผู้ใช้ตรวจสอบ mail-box บนเครื่องแม่ข่ายและ ดาวน์โหลดข่าวสาร POP3 ติดมากับ Net manager suite ของผลิตภัณฑ์อินเตอร์เน็ต และ e-mail ที่ได้รับความนิยมคือ Eudora และติดตั้งอยู่ใน browser ของ Netscope และ Microsoft Internet Explorer โปรโตคอลตัวเลือกอีกแบบ คือ Internet Message Access Protocol (IMAP)
โดยการใช้ IMAP ผู้ใช้จะดู e-mail ที่เครื่องแม่ข่าย เหมือนกับอยู่ในเครื่องลูกข่าย และ e-mail ในเครื่องลูกข่ายที่ถูกลบ จะยังคงมีอยู่ในเครื่องแม่ข่าย โดย e-mail สามารถเก็บและค้นหาที่เครื่องแม่ข่าย POP สามารถพิจารณาเป็นการบริการแบบ "store-and forward" IMAP สามารถพิจารณาเครื่องแม่ข่าย remote file server  POP และ IMAP เกี่ยวข้องกับการรับ e-mail และอย่าสับสนกับ Simple Mail Transfer Protocol (SMTP) ซึ่งเป็นโปรโตคอล สำหรับการส่ง e-mail ข้ามอินเตอร์เน็ต การส่ง e-mail ใช้ SMTP และการอ่านใช้ POP3 หรือ IMAP


โปรโตคอลตัวที่ 3 คือ Bootstrap Protocol (BOOTP)
BOOTP (Bootstrap Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ให้ผู้ใช้เครือข่าย สามารถทำการคอนฟิกโดยอัตโนมัติ (รับ IP address) และมีการบู๊ตระบบปฏิบัติการหรือเริ่มต้นจะไม่มีการเกี่ยวข้องของผู้ใช้ เครื่องแม่ข่าย BOOTP ได้รับการบริหารโดยผู้บริการเครือข่าย ซึ่งจะกำหนด IP address อย่างอัตโนมัติจากกองกลางของ IP address สำหรับช่วงเวลาที่แน่นอน BOOTP เป็นพื้นฐานสำหรับโปรโตคอลแบบ network manager ระดับสูงอื่น ๆ เช่น Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP)

โปรโตคอลตัวที่ 4 คือ Classless Inter-Domain Routing (CIDR)
CIDR (Classless Inter-Domain Routing) เป็นวิธีการในการจัดสรรและระบุตำแหน่งในอินเตอร์เน็ต โดยใช้ Inter-Domain Routing ซึ่งยืดหยุ่นมากกว่าระบบเดิมที่ใช้ ตำแหน่งของ Internet Protocol เนื่องจากจำนวน internet address เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และ CIDR ในปัจจุบันระบบ Routing สามารถใช้แบบเสมือนจริงใน gateway host บนเครือข่ายของอินเตอร์เน็ต ระบบ Internet Protocol ดั้งเดิมกำหนด IP address เป็น 4 ชั้นหลัก ของโครงสร้างตำแหน่งคือ Class A ถึง D แต่ละชั้นจัดสรร 1 point เป็นตำแหน่งของอินเตอร์เน็ตใน format 32-bit บน ระบบเครือข่าย และ ส่วนที่เหลือเป็นการระบุเครื่องที่เป็น host ภายในเครือข่าย
โดยชั้นที่นิยมใช้คือ class B เนื่องจากสามารถจัดสรรที่ใช้กับ host 65,533 ตำแหน่ง ถ้าบริษัท ต้องการเครื่อง host มากกว่า 254 ตำแหน่ง แต่น้อยกว่า 65,533 ซึ่งจะทำให้สูญเสียการจัดสรรตำแหน่ง ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้ internet address หมดไปยังรวดเร็ว เมื่อมีการใช้ CIDR ซึ่งได้แก้ปัญหาด้วยการวิธีการใหม่ และยืดหยุ่นด้วยระบุตำแหน่งของเครือข่ายใน router แต่เวอร์ชันใหม่ของ Internet Protocol (IPv6) ใช้ตำแหน่งขนาด 128- bit ทำให้สามารถขยาย จำนวนตำแหน่งของอินเตอร์เน็ต การใช้ CIDR แต่ละ IP address จะมี network prefix เพื่อระบุ gateway ของเครือข่าย ความยาวของ network prefix ที่ระบุเป็นส่วนของ IP address และแปรเปลี่ยนตามจำนวนของที่ต้องการ ส่วนตำแหน่งของ IP address หรือ router
กำหนดด้วย prefix ที่น้อย และมีการเจาะจงน้อยกว่า prefix ที่ยาวกว่าเรียกว่าเป็นการออกตำแหน่ง gateway ที่มีการ เจาะจงมากกว่า router ต้องใช้การเจาะจงหรือ network prefix ที่ยาวที่สุดในตาราง routing เมื่อมีการส่งเป็นแพ็คเกต CIDR network address จะมีลักษณะ 192.30.280.00/18 และ 192.30.280.00 เป็น network address และ 18 เป็นการบอกว่า 18 เป็นส่วนของ network ใน address และที่เหลือ 14 เป็น host address CIDR ให้ตาราง routing เพื่อเสนอ aggregation ของเครือข่ายซึ่งมีอยู่ในพาร์ทจริง โดยไม่จำเป็นต้องระบุ gateway aggregation ของระบบเครือข่ายเป็นตำแหน่งเดียวในบางครั้งหมายถึง Supernet

โปรโตคอลตัวที่ 5 คือ Address Resolution Protocol (ARP)
ARP (Address Resolution Protocol) เป็นโปรโตคอลสำหรับการจับคู่ (map) ระหว่าง Internet Protocol address (IP address) กับตำแหน่งของอุปกรณ์ในระบบเครือข่าย เช่น IP เวอร์ชัน 4 ใช้การระบุตำแหน่งขนาด 32 บิต ใน Ethernet ของระบบใช้การระบุ ตำแหน่ง 48 บิต (การระบุตำแหน่งของอุปกรณ์รู้จักในชื่อของ Media Access Control หรือ MAC address) ตาราง ARP ซึ่งมักจะเป็น cache จะรักษาการจับคู่ ระหว่าง MAC address กับ IP address โดย ARP ใช้กฎของโปรโตคอล สำหรับการสร้างการจับคู่ และแปลงตำแหน่งทั้งสองฝ่าย
การทำงานของ ARP
เมื่อแพ็คเกตนำเข้าที่ระบุเครื่อง host ในระบบเครือข่ายมาถึง Gateway เครื่องที่ Gateway จะเรียกโปรแกรม ARP ให้หาเครื่อง host หรือ MAC address ที่ตรงกับ IP address โปรแกรม ARP จะหาใน ARP cache เมื่อพบแล้วจะแปลงแพ็คเกต เป็นแพ็คเกตที่มีความ ยาวและรูปแบบที่ถูกต้อง เพื่อส่งไปยังเครื่องที่ระบุไว้ แต่ถ้าไม่พบ ARP จะกระจาย แพ็คเกตในรูปแบบพิเศษ ไปยังเครื่องทุกเครื่องในระบบ และถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งทราบว่ามี IP address ตรงกันก็จะตอบกลับมาที่ ARP โปรแกรม ARP จะปรับปรุง ARP cache และส่งแพ็คเกตไปยัง MAC address หรือเครื่องที่ตอบมา

โปรโตคอลตัวที่ 6 คือ NetBIOS Extended User Interface (NetBEUI)
NetBIOS Extended User Interface (NetBEUI)เป็นโปรโตคอลที่เหมาะสำหรับระบบ เครือข่ายขนาดเล็ก เนื่องจากโปรโตคอลนี้ใช้วิธีกระจายสัญญาณไปทั่วทั้งเครือข่ายไม่สามารถหาเส้นทาง (route) ไปยังคอมพิวเตอร์ที่ร้องขอข้อมูลได้ ข้อดีของโปรโตคอลนี้คือ การติดตั้งซอฟต์แวร์เครือข่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน

โปรโตคอลตัวที่ 7 คือ  Anycast
Anycast ใน Internet protocol เวอร์ชัน 6 (IPV 6) anycast เป็นการติดต่อระหว่างผู้ส่งรายเดียวกันกับผู้รับหลายรายที่เป็นกลุ่มที่ใกล้ ที่สุด เป็นคำศัพท์ที่แตกต่างจาก multicast ที่หมายถึงการติดต่อระหว่างผู้ส่งรายเดียวกับผู้รับหลายราย และ unicast เป็นการติดต่อระหว่างผู้ส่งรายเดียวกับผู้รับรายเดียวในเครือข่าย anycasting เป็นการออกแบบที่ให้เครื่อง host 1 เครื่อง กำหนดประสิทธิภาพในการปรับตาราง router สำหรับกลุ่มของ host โดย IPV 6 สามารถให้ gateway host ที่ใกล้ที่สุดและส่งแพ็คเก็ตไปยัง host โดยการติดต่อแบบ unicast ในอีกลักษณะหนึ่ง host สามารถใช้ anycast ไปยัง host อื่น ๆ ในกลุ่มจนกระทั่งตาราง router ทั้งหมดมีการปรับปรุง

โปรโตคอลตัวที่ 8 คือ โพรโทคอล X.25
โพรโทคอล X.25 คณะกรรมการ CCITT (Consultative Committee for International Telegraph and Telephone) ได้พัฒนาโพรโทคอลมาตรฐานขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศ ผ่านระบบเครือข่ายที่ใช้แพ็กเกตสวิทชิ่ง เรียกว่า โพรโทคอล X.25 ระบบเครือข่ายที่ใช้แพ็กเกตสวิตชิ่ง (Packet-switching Network or Packet Distribution Network) จะแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนเล็ก ๆ คือ แพ็กเกต เพื่อส่งออกทางสายสื่อสารความเร็วสูงไปยังผู้รับ

โปรโตคอลตัวที่ 9 คือ Routing Information Protocol (RIP)
RIP (Routing Information Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้อย่างกว้างขวาง สำหรับการจัดการสารสนเทศของ router ภายในเครือข่าย เช่น เครือข่าย LAN ของบริษัท หรือการติดต่อภายในกลุ่ม ของเครือข่าย RIP ได้รับการจัดชั้นโดย Internet Engineering Task Force (IETF) ให้เป็นหนึ่งในโปรโตคอลของ Internet Gateway Protocol (หรือ Interior Gateway Protocol)
การใช้ RIP, gateway host (ที่มี router) จะส่งตาราง routing (ซึ่งมีรายการของ host ทั้งหมดที่ทราบ) ไปยัง host ใกล้เคียงทุก 30 วินาที host ใกล้เคียง จะส่งต่อสารสนเทศไปยัง host ต่อไป จนกระทั่งภายในเครือข่าย จะมีข้อมูลเส้นทางเหมือนกัน สถานะนี้เรียกว่า network convergence การหาระยะของเครือข่าย RIP ใช้การนับแบบ hop เป็นวิธีการในการค้นหา (โปรโตคอลอื่นใช้อัลกอริทึมที่ทันสมัยกว่า เช่น เวลา) แต่ละ host ที่มี router ในเครือข่ายใช้ตารางสารสนเทศ routing ในการค้นหา host ต่อไป เพื่อหาเส้นทางให้กับแพ็คเกต สำหรับปลายทางที่กำหนด RIP ได้รับการพิจารณาว่าคำตอบที่มีประสิทธิผล สำหรับเครือข่าย homogeneous ขนาดเล็ก สำหรับเครือข่ายที่ซับซ้อน การส่งผ่านตาราง routing ทุก 30 วินาทีของ RIP อาจจะทำให้จำนวนรวม ของการใช้เครือข่ายหนาแน่นขึ้น
โปรโตคอลตัวที่ 10 คือ Transmission Control Protocol/Internet Protocol (TCP/IP)
TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) เป็นระบบโปรโตคอล การสื่อสารพื้นฐานของระบบอินเตอร์เน็ต มันสามารถใช้เป็น โปรโตคอลในการสื่อสารภายใน เครือข่ายส่วนบุคคล เรียกว่า intranet และ extranet เมื่อมีการติดต่อโดยตรงกับ internet เครื่องคอมพิวเตอร์จะได้รับการคัดลอกโปรแกรม TCP/IP เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์อื่น ๆ เพื่อทำให้ส่งข้อความขอรับสารสนเทศ TCP/IP เป็นโปรแกรม 2 เลเยอร์ TCP (Transmission Control Protocol) เป็นเลเยอร์ที่สูงกว่า ทำหน้าที่จัดการแยกข้อความหรือไฟล์แลปรกอบให้เหมือนเดิม IP (Internet Protocol) เป็นเลเยอร์ที่ต่ำกว่า ทำหน้าที่จัดการส่วนของที่อยู่ของแต่ละชุดข้อมูล เพื่อทำให้มีปลายทางที่ถูกต้อง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น Gateway บนเครือข่ายจะตรวจที่อยู่นี้เพื่อหาจุดหมายในการส่งข้อความ ชุดข้อมูลอาจจะใช้เส้นทางไปยังปลายทางต่างกัน แต่ทั้งหมดจะได้รับการประกอบใหม่ที่ปลายทาง
TCP/IP ใช้ในแบบ client/server ในการสื่อสาร (ระหว่างคอมพิวเตอร์) ซึ่งผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (client) เป็นผู้ขอและการบริการได้รับจากคอมพิวเตอร์เครื่องแม่ข่ายในระบบเครือข่าย การสื่อสารของ TCP/IP เป็นแบบจุดต่อจุด (point -to- point) หมายความว่าการสื่อสารแต่ละครั้งเกิดจากจุดหนึ่ง (เครื่อง host เครื่องหนึ่ง) ไปยังจุดอื่นหรือเครื่อง host เครื่องอื่นในเครือข่าย TCP/IP และโปรแกรมประยุกต์ระดับสูงอื่น ที่ใช้ TCP/IP สามารถเรียกว่า "Stateless" เพราะการขอแต่ละ client ได้รับการพิจารณาเป็นการขอใหม่โดยไม่สัมพันธ์กับการขอเดิม (แต่แตกต่างจากการสนทนาทางโทรศัพท์) การที่เป็นพาร์ทของเครือข่ายอิสระแบบ "Stateless" ดังนั้นทุกคนสามารถใช้พาร์ทได้อย่างต่อเนื่อง (หมายเหตุ เลเยอร์ของ TCP จะไม่ "Stateless" ถ้ายังทำการส่งข้อความใดข้อความหนึ่ง จะทำการส่งจนกระทั่งชุดข้อมูลนั้นได้รับครบชุด)
ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต จำนวนมากคุ้นเคยกับการประยุกต์เลเยอร์ระดับสูง โดยใช้ TCP/IP เพื่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ท ทั้งนี้รวมถึง World Wide Web's Hypertext Transfer Protocol (HTTP), File Transfer Protocol (FTP) ซึ่งในการเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ในระยะไกล และ Simple Mail Transfer Protocol (SMTP) Protocol เหล่านี้ จะเป็นชุดเดียวกับ TCP/IP ในลักษณะ "Suite" เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มักจะเข้าสู่อินเตอร์เน็ต ผ่าน Serial Line Internet Protocol (SLIP) หรือ Point-To-Point Protocol (PPP) โปรโตคอล แบบนี้จะควบคุมชุดข้อมูลของ IP ดังนั้น จึงสามารถใช้ส่งผ่านการติดต่อด้วยสายโทรศัพท์ ผ่านโมเด็ม Protocol ที่สัมพันธ์กับ TCP/IP ได้แก่ User Datagram Protocol (UDP) สำหรับใช้แทน TCP/IP ในกรณีพิเศษ ส่วนโปรโตคอลอื่นที่ใช้โดยเครื่อง host ของเครือข่ายสำหรับการแลกเปลี่ยนสารสนเทศกับ router ได้แก่ Internet Control Message Protocol (ICMP) Interior Gateway Protocol (IGP) Exterior Gateway Protocol (EGP) และ Border Gateway Protocol (BGP)

โปรโตคอลตัวที่ 11 คือ Open Shortest Path First (OSPF)
OSPF (Open Shortest Path First) เป็นโปรโตคอล router ใช้ภายในเครือระบบอัตโนมัติที่นิยมใช้ Routing Information Protocol แลโปรโตคอล router ที่เก่ากว่าที่มีการติดตั้งในระบบเครือข่าย OSPF ได้รับการออแบบโดย Internet Engineering Task Force (IETF) เหมือนกับ RIP ในฐานะของ interior gateway protocol การใช้ OSPF จะทำให้ host ที่ให้การเปลี่ยนไปยังตาราง routing หรือปกป้องการเปลี่ยนในเครือข่ายทันที multicast สารสนเทศไปยัง host ในเครือข่าย เพื่อทำให้มีสารสนเทศในตาราง routing เดียวกัน แต่ต่างจาก RIP เมื่อตาราง routing มีการส่ง host ใช้ OSPF ส่งเฉพาะส่วนที่มีการเปลี่ยน ในขณะที่ RIP ตาราง routing มีการส่ง host ใกล้เคียงทุก 30 วินาที OSPE จะ multicast สารสนเทศที่ปรับปรุงเฉพาะ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
OSPF ไม่ใช้การนับจำนวนของ hop แต่ใช้เส้นทางตามรายละเอียด "line state" ที่เป็นส่วนสำคัญเพิ่มขึ้น ในสารสนเทศของเครือข่าย OSPF ให้ผู้ใช้กำหนด cost metric เพื่อให้ host ของ router กำหนดเส้นทางที่พอใจ OSPF สนับสนุน subnet mask ของเครือข่าย ทำให้เครือข่ายสามารถแบ่งย่อยลงไป RIP สนับสนุนภายใน OSPF สำหรับ router-to-end ของสถานีการสื่อสาร เนื่องจากเครือข่ายจำนวนมากใช้ RIP ผู้ผลิต router มีแนวโน้มสนับสนุน RIP ส่วนการออกแบบหลักคือ OSPF

โปรโตคอลตัวที่ 12 คือ Internet Inter-ORB Protocol IIOP (IIOP)
IIOP (Internet Inter-ORB Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ทำให้เป็นไปได้สำหรับการเขียนโปรแกรมที่กระจายในภาษาโปรแกรมต่างกันเพื่อสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต IIOP เป็นส่วนวิกฤติของมาตรฐานอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ Common Object Request Broker Architecture (CORBA) โดยการใช้ IIOP ของ CORBA และโปรโตคอลเกี่ยวข้อง บริษัทสามารถเขียนโปรแกรมที่จะสามารถสื่อสารกับพวกเขาเองหรือบริษัทอื่นหรือโปรแกรมในอนาคตที่พวกเขาติดตั้งและไม่ต้องเข้าใจสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากบริการและชื่อ CORBA และ IIOP กำลังแข่งขันกับยุทธศาสตร์คล้ายกันจาก Microsoft ที่เรียกว่า Distributed Component Object Model (DCOM) โดย Microsoft และ Object Management Group ที่สนับสนุน CORBA ได้ตกลงกันในการพัฒนาสะพานเชื่อมระหว่างสองแบบจำลองดังนั้นโปรแกรมได้รับการออกแบบสำหรับ CORBA ให้สามารถสื่อสารกับโปรแกรมที่ออกแบบสำหรับ DCOM
CORBA และ IIOP สมมติว่าแบบจำลองลูกข่าย/แม่ข่าย (client/server) ของคอมพิวเตอร์ซึ่งโปรแกรมลูกข่ายทำการขอเสมอและโปรแกรมแม่ข่ายคอยรับคำขอจากลูกข่าย เมื่อเขียนโปรแกรม ต้องใช้อินเตอร์เฟซที่เรียกว่า General Inter-ORB Protocol (GIOP) โดย GIOP ได้รับการใช้ในการจับคู่เฉพาะของ GIOP คือ IIOP ซึ่งส่งผ่านคำขอหรือรับไฟล์ผ่านเลเยอร์ขนส่ง (transport layer) ของอินเตอร์เน็ตด้วยการใช้ Transmission Control Protocol (TCP) เลเยอร์ขนส่งจะรวม Systems Network Architecture (SNA) ของ IBM และ IPX ของ Novell
สำหรับลูกข่ายในการสร้างคำขอสำหรับโปรแกรมในบางแห่งของเครือข่าย สิ่งนี้ต้องมีตำแหน่งให้กับโปรแกรม ตำแหน่งนี้รับรู้จาก Interoperable Object Reference (IOR) การใช้ IIOP ที่เป็นส่วนหนึ่งของตำแหน่งนี้อยู่บนหมายเฃขพอร์ตและ IP address ในเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย ตารางสามารถสร้างขึ้นให้จับคู่กับ IOR กับชื่อ proxy ที่ใช้ได้ง่ายกว่า GIOP ยอมให้โปรแกรมสร้างการเชื่อมต่อกับ IOR และจากนั้นส่งคำขอไปที่นั่น (และให้แม่ข่ายตอบกลับ) Common Data Representation (CDR) ให้วิธีเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล ดังนั้นนี่สามารถแลกเปลี่ยนในวิธีมาตรฐาน

โปรโตคอลตัวที่ 13 คือ Internet Message Access Protocol (IMAP)
Internet Message Access Protocol (IMAP) เป็นมาตรฐานโปรโตคอล สำหรับการเข้าถึง e-mail จากเครื่อง local service โดย IMAP เป็นโปรโตคอลแบบ client/service ซึ่ง e-mail จะได้รับและเก็บไว้ในเครื่องแม่ข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้สามารถดูหัวข้อ และผู้ส่งของจดหมายแล้ว จึงตัดสินใจดาวน์โหลด ผู้ใช้สามารสร้างและควบคุมโฟลเดอร์ หรือ mail box บนเครื่องแม่ข่าย ลบจดหมายหรือค้นหา IMAP ต้องการเข้าถึงแม่ข่ายอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาการใช้ e-mail โปรโตคอล ที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า คือ Post Office Protocol 3 (POP 3)
การใช้ POP 3 ทำให้ e-mail ของผู้ใช้ได้รับการเก็บไว้ใน mail box บนเครือข่าย เมื่อต้องการอ่าน e-mail สามารถทำการดาวน์โหลด มายังคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ และไม่จำเป็นต้องเก็บไว้บนแม่ข่ายIMAP สามารพิจารณาเป็น remote file server ส่วน POP สามารถพิจารณาเป็นการบริการแบบ "เก็บ และ ส่ง " POP และ IMAP เกี่ยวข้องกับการรับ e-mail ของผู้ใช้ในเครื่อง local server และอย่าสับสนกับ Simple Mail Transfer Protocol (SMTP) ซึ่งเป็นโปรโตคอลสำหรับการส่ง e-mail ระหว่างจุดบนอินเตอร์เน็ต การส่ง e-mail ใช้ SMTP การอ่าน e-mail ใช้ POP และ IMAP

โปรโตคอลตัวที่ 14 คือ Internetwork Packet Exchange (IPX)
IPX (Internetwork Packet Exchange) เป็นโปรโตคอลเครือข่ายจาก Novell ที่เชื่อมต่อภายในเครือที่ใช้ลูกข่ายและแม่ข่ายของ Netware โดย IPX เป็น datagram หรือโปรโตคอลแพคเกต IPX ทำงานที่เลเยอร์เครือข่ายของโปรโตคอลการสื่อสารและเป็น connectionless (นั่นคือ ไม่ต้องการให้การเชื่อมต่อได้รับการรักษาระหว่างการแลกเปลี่ยนแพคเกต เช่น เสียงของการโทรศัพท์) การรับทราบแพคเกตได้รับการจัดการโดยอีกโปรโตคอลของ Novell คือ Sequenced Packet Exchange (SPX) อีกโปรโตคอลของ Novell Netware ที่เกี่ยวข้องคือ Routing Information Protocol (RIP), Service Advertising Protocol (SAP) และ NetWare Link Services Protocol (NLSP)

โปรโตคอลตัวที่ 15 คือ Interior Gateway Protocol (IGP)
IGP (Interior Gateway Protocol) เป็นโปรโตคอลสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ routing ระหว่าง gateway (หรือ host ที่มี router) ภายในระบบเครือข่ายอัตโนมัติ ข้อมูลและสารสนเทศของ routing สามารถใช้ได้โดย Internet Protocol หรือโปรโตคอลแบบอื่นที่มีการระบุการส่งผ่านของ router ลักษณะการใช้ IGP โดยทั่วไปมี 2 ประเภทคือ Routing Information Protocol และ Open Shortest Part First (OSPF) Protocol

โปรโตคอลตัวที่ 16 คือ Internet Protocol Security (IPsec)
IPsec (Internet Protocol Security) เป็นกรอบการทำงานสำหรับชุดของโปรโตคอลสำหรับความมั่นคงที่เครือข่ายหรือเลเยอร์การประมวลผลแพคเกตของเครือข่ายการสื่อสาร วิธีการด้านความปลอดภัยก่อนหน้านี้แทรกความปลอดภัยที่เลเยอร์ application ของแบบจำลองการสื่อสาร IPsec ได้รับการกล่าวถึงการใช้ประโยชน์สำหรับการใช้เครือข่ายส่วนบุคคลเสมือน (virtual private network) และสำหรับการถึงผู้ใช้ทางไกลผ่านการเชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์กับเครือข่ายส่วนบุคคล ข้อได้เปรียบใหญ่ของ IPsec เป็นการจัดสรรความปลอดภัยสามารถจัดการปราศจากเปลี่ยนความต้องการกับคอมพิวเตอร์ผู้ใช้แต่ละราย Cisco เป็นผู้นำในการเสนอ IPsec เป็นมาตรฐาน (หรือ การรวมมาตรฐานและเทคโนโลยี) และรวมการสนับสนุนใน router เครือข่าย
IPsec ให้สองทางเลือกของการบริการความปลอดภัย คือ Authentication Header (AH) ซึ่งยอมให้โดยเฉพาะการรับรองของผู้ส่งข้อมูล และ Encapsulating Security Payload (ESP) ซึ่งสนับสนุนทั้งการรับรองผู้ส่งและเข้ารหัสของข้อมูลด้วย สารสนเทศเฉพาะเกี่ยวพันกับแต่ละบริการเหล่านั้นได้รับการแทรกเข้าแพคเกตในส่วนหัวตามส่วนหัวแพคเกต IPแต่ละโปรโตคอลหลักสามารถได้รับการเลือก เช่น โปรโตคอล ISAKMP/Oakley การสะกด IPsec ทางการโดย IETF คำนี้มักจะปรากฎเป็น IPSec และ iPSEC

โปรโตคอลตัวที่ 17 คือ Reverse Address Resolection Protocol (RARP)
RARP (Reverse Address Resolection Protocol) เป็นโปรโตคอล ซึ่งเครื่องทางกายภาพ ในเครือข่าย LAN สามารถขอเรียนรู้ IP Address จากเครื่องแม่ข่าย gateway หรือตาราง Address Resolution Protocol ผู้บริหารเครือข่ายสร้างตารางใน gateway router ของเครือข่าย LAN ที่ใช้จับคู่ address ของเครื่องทางกายภาพ (หรือ Media Access Control address) ที่ตรงกับ Internet Protocol address เมื่อมีการติดตั้งเครื่องใหม่ โปรแกรมลูกข่ายของ RARP จะขอ RARP server จาก routerให้ส่ง IP address มาให้ สมมติว่ามีการตั้งค่าในตาราง router แล้ว RARP server จะส่งกลับ IP address ไปที่เครื่องซึ่งจะเก็บไว้สำหรับการใช้ต่อไป RARP มีให้กับเครือข่าย LAN แบบ Ethernet, Fiber Distributed-Data Interface และ Token ring

โปรโตคอลตัวที่ 18 คือ Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP)
Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP) เป็นโปรโตคอลที่ให้ผู้บริหารเครือข่ายจัดการส่วนกลางและกำหนด Internet Protocol address โดยอัตโนมัติในเครือข่าย การใช้กลุ่มอินเตอร์เน็ตของโปรโตคอล (TCP/IP) แต่ละเครื่องสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตโดยต้องการ IP address แบบไม่ซ้ำ เมื่อมีการติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ผู้ใช้เชื่อมเข้ากับอินเตอร์เน็ต จะต้องกำหนด IP address ให้แต่ละเครื่อง ถ้าไม่ใช้ DHCP การกำหนด IP address ต้องป้อนเข้าเอง รวมถึงเมื่อมีการย้ายตำแหน่งไปยังส่วนอื่นของเครือข่ายก็จะต้องป้อน IP address ใหม่ DHCP จะให้ผู้บริหารเครือข่ายดูแลและกระจาย IP address จากจุดศูนย์กลางและส่ง IP address อย่างอัตโนมัติเมื่อการต่อเครื่องใหม่เข้าสู่เครือข่าย แนวคิดของ DHCP ใช้แนวคิดของการเช่าหรือเวลารวม ซึ่งจะให้ IP address เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่การเช่าเวลาสามารถแปรเปลี่ยน
โดยขึ้นต่อการที่ผู้ใช้ต้องติดต่อกับอินเตอร์เน็ตในพื้นที่เฉพาะ DHCP มีประโยชน์กับองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้ การใช้ในเวลาหรือการเช่าสั้น นอกจากนี้ DHCP จะทำการคอนฟิกเครือข่ายใหม่ ถ้ามีคอมพิวเตอร์มากกว่า IP address ที่มีให้ DHCP สนับสนุน IP address แบบสถิตสำหรับคอมพิวเตอร์ที่เป็น web server ซึ่งต้องการ IP address ที่ถาวร DHCP เป็นทางเลือกหนึ่งในการบริหารโปรโตคอล ส่วนอีกประเภทคือ Bootstrap Protocol DHCP เป็นโปรโตคอลระดับพิเศษ แต่การบริหารคอนฟิกของโปรโตคอลทำได้ง่าย บางองค์กรใช้โปรโตคอลทั้งคู่แต่ต้องเข้าใจวิธีการใช้งานเป็นสิ่งจำเป็น ในระบบปฏิบัติบางระบบ เช่น Windows NT จะมาพร้อมกับ DHCP server โปรแกรมลูกข่ายของ DHCP หรือ BOOTP จะติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถทำการคอนฟิกได้

โปรโตคอลตัวที่ 19 คือ Trivial transfer protocol (TFTP)
Trivial transfer protocol (TFTP) เป็นกระบวนการรับส่งไฟล์ที่เรียบง่ายกว่า FTP ทั่วไป โดยใช้กลไกการสื่อสารแบบ UDP (User Datagram Protocol) ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ทำงานแบบ Connectionless ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใส่รหัสหรือ Password แต่จะทำได้เพียงโอนข้อมูลที่จัดเตรียมไว้แล้วเท่านั้น แต่จะไม่มีฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่น การแสดงรายชื่อไฟล์ , การเปลี่ยนไดเร็คทอรี เป็นต้น กลไกการทำงานของFTP จะกำหนดขนาดของบล็อคข้อมูลที่โอนย้ายไว้ 512 ไบต์คงที่ และมีขนาดของการรับส่งข้อมูลที่โต้ตอบเป็น 512 ไบต์เช่นกัน การรับส่งข้อมูลในแต่ละบล็อค ผู้ส่งจะต้องรอให้ผู้รับยืนยันความถูกต้องของข้อมูลบล็อคที่ได้รับก่อน จึงจะสามารถส่งข้อมูลบล็อคต่อไปได้ กรณีที่ไม่มีกายืนยันความถูกต้องของข้อมูลในเวลาที่กำหนด(timeout) จะถือว่าไม่มีผู้รับข้อมูลดังกล่าว และจะต้องส่งข้อมูลหรือยืนยันความถูกต้องใหม่อีกครั้งหนึ่ง(retransmit) แต่ถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นในระหว่างการรับส่งข้อมูลการทำงานจะถูกยกเลิกและ TFTP ก็ไม่สามารถจะรับส่งข้อมูลต่อจากส่วนเดิมได้
ใน TFTP ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพต่อมา ให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถกำหนดขนาดของบล็อกได้ตั้งแต่ 8 – 64 ไบต์ กำหนดระยะเวลา Timeout ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 255 วินาที รวมทั้งกำหนดขนาดของไฟล์ที่จะรับส่งกัน การทำงานของ TFTP จะไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ดังนั้นโปรแกรมที่ใช้งานจะมีขนาดเล็ก ใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำน้อย สามารถบรรจุโปรแกรมลงในชิพประเภทที่เป็น Programmable Read-Only Memory (PROM) เพื่อนำไปใช้งานในเครื่องที่ใช้พกพาหรือเครื่องขนาดเล็กได้ง่ายกว่าการใช้โปรแกรมประเภทFTP

โปรโตคอลตัวที่ 20 คือ File Transfer Protocol FTP (FTP)
FTP (File Transfer Protocol) เป็นโปรโตคอลมาตรฐานในอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการแลกเปลี่ยนไฟล์ ระหว่างคอมพิวเตอร์บนอินเตอร์เน็ต คล้ายกับ Hypertext Transfer Protocol (HTTP) ที่ใช้ในการส่งเว็บเพ็จและไฟล์ที่เกี่ยวข้อง และ Simple Mail Transfer Protocol (SMPT) ที่ใช้ส่งผ่าน e-mail ซึ่ง FTP เป็นโปรโตคอลประยุกต์ที่ใช้โปรโตคอล TCP/IP โดย FTP ใช้ในการส่งไฟล์เว็บเพจจากแหล่งที่เก็บไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยแสดงฐานะเป็นเครื่องแม่ข่าย สำหรับทุกคนบนอินเตอร์เน็ต และนิยมใช้ในการ download โปรแกรมและไฟล์มายังเครื่องคอมพิวเตอร์จากเครื่องแม่ข่ายอื่น
          ในฐานะผู้ใช้ การใช้ FTP สามารถใช้คำสั่งติดต่อแบบ command line (เช่นเดียวกับคำสั่งของ MS_DOS) web browser สามารถสร้างคำขอ FTP เพื่อ download โปรแกรมที่เลือกจากเว็บเพจนอกจากนี้ FTP สามารถใช้ปรับปรุงไฟล์บนเครื่องแม่ข่าย โดยต้อง logon ไปที่ FTP server การสนับสนุน FTP โดยพื้นฐานในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งโปรแกรมที่มากับ TCP/IP อย่างไรก็ตามโปรแกรม FTP แบบ client ที่มีการติดต่อแบบ GUI ต้อง download จากบริษัทที่ผลิต

โปรโตคอลตัวที่ 21 คือ Session Initiation Protocol (SIP)
Session Initiation Protocol (SIP) เป็นโปรโตคอลมาตรฐานของ Internet Engineering Task Force (IETF) สำหรับการเริ่มต้น user session ปฏิสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับส่วนประกอบมัลติมีเดีย เช่น วิดีโอ เสียง แช๊ต เกมส์ และ virtual reality  SIP เหมือนกับ HTTP หรือ SMTP คือทำงานใน Application layer ของแบบจำลองการสื่อสาร Open Systems Interconnection (OSI) โดย Application layer เป็นระดับการตอบสนองสำหรับการทำให้มั่นใจว่าการสื่อสารเป็นไปได้ SIP สามารถก่อตั้ง multimedia session หรือการเรียก Internet telephony และปรับปรุงหรือยุติ รวมทั้งโปรโตคอลนี้สามารถเชิญผู้เข้าร่วมเป็น unicast หรือ multicast session ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการเริ่มต้น เนื่องจาก SIP สนับสนุนการจับคู่ชื่อและบริการ redirection สิ่งนี้ทำให้เป็นไปได้สำหรับผู้ใช้ในการเริ่มต้นและรับการสื่องสารและบริการจากทุกสถานที่ และสำหรับเครือข่ายในการระบุผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด
SIP เป็นโปรโตคอลตอบสนองคำขอ เกี่ยวข้องกับคำขอจากลูกข่ายและตอบสนองจากแม่ข่าย ผู้เข้าร่วมได้รับการระบุโดย SIP URL คำขอสามารถได้รับการส่งผ่านโปรโตคอลส่งผ่าน เช่น UDP, SCTP หรือ TCP โดย SIP ตัดสินให้สิ้นสุดระบบที่ใช้กับ session ตัวกลางสื่อสารและพารามิเตอร์ตัวกลาง และเรียกผู้เข้าร่วมที่ต้องการให้เข้าสู่การสื่อสาร เมื่อสิ่งเหล่านี้ได้รับการประกันแล้ว SIP ก่อตั้งพารามิเตอร์ทั้งหมดที่จุดปลายของการสื่อสาร และควบคุมการส่งผ่านและยุติ

โปรโตคอลตัวที่ 22 คือ Simple Network Managemet Protocol (SNMP)
SNMP ( Simple Network Managemet Protocol )เป็นโปรโตคอลที่ประยุกต์เพื่อกำหนดรูปแบบและกรรมวิธีการจัดการเครือข่าย ซึ่งจะเป็นการจัดการเครือข่ายใน TCP/IP อุปกรณ์เครือข่ายที่เป็นเอเจนต์ (อุปกรณ์ใดๆที่มีฟังก์ชั่นให้ตรวจสอบและปรับเปลี่ยนการทำงานได้ ) อาจจะเป็น PC,MODEM,SWITCH และ ROUTER อุปกรณ์เหล่านี้อาจมีส่วนการทำงานที่เป็นซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์และมี SNMP AGENT เชื่อมต่ออยู่ เอเจนต์จะนำข้อมูลจากส่วนซอฟท์แวร์หรือฮาร์ดแวร์เมื่อ NMS ( Network Management Station : คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นสถานีจัดการเครือข่ายเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องและปัญหาที่เกิดขึ้นในเครือข่าย ) ร้องขอข้อมูล และปรับเปลี่ยนการทำงานของซอฟท์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ เมื่อ NMS สั่งงาน โดยมีการแจ้งยืนยันสิทธิในรูปรหัสผ่านว่า NMS มีอำนาจหน้าที่ในการร้องขอและปรับค่า

โปรโตคอลตัวที่ 23 คือ Network Time Protocol (NTP)
NTP ( Network Time Protocol ) เป็นโปรโตคอลที่ใช้ในการซิงโครไนซ์ ( Synchornous ) เวลาของเครื่องบนเครือข่าย โดยมีกลไกรักษาและควบคุมเวลาได้ในระดับมิลลิวินาที เวลาที่ NTP ส่งออกไปจะเป็นเวลามาตรฐาน Universal Time Coordinate ( ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับ Greenwich Mean Time ) เครื่องที่ได้รับข้อมูลไปจะต้องปรับค่าของเวลาตาม Time Zone, Daylight Saving Time หรือรูปแบบอื่นๆที่ตนเองใช้เอง โปรโตคอล จะกำหนดค่าให้กับเครื่องแต่ละเครื่องโดยแบ่งเป็น 16 ระดับ เครื่องที่เป็นระดับ 1 จะสามารถเข้าถึงเวลาได้ในระดับสัญญาณนาฬิกา เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีค่าระดับสูงกว่าจะสอบถามเวลาที่เซิร์ฟเวอร์ที่มีค่าระดับต่ำกว่า โดยไคลเอนท์สามารถขอใช้บริการเซิร์ฟเวอร์ได้หลายเครื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบโดยอาศัยความซ้ำซ้อน ( Redundancy ) และเพื่อความคงทน ( Robust ) ของระบบ โปรโตคอล NTP รุ่นหนึ่งมีชื่อว่า Simplified NTP ( SNTP ) พัฒนาขึ้นในปี 1995 เพื่อใช้ในเครื่อง PC ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการกำหนด NTP ไว้แล้ว 3 เวอร์ชั่น คือ NTP เวอร์ชั่น 1 ,NTP เวอร์ชั่น 2 , NTP เวอร์ชั่น3 ซึ่งโปรโตคอล NTP ถูกพัฒนาให้มีทั้งบนระบบปฏิบัติการ Unix และ Windows

โปรโตคอลตัวที่ 24 คือ Telnet
Telnet เป็นวิธีการติดต่อของผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ที่ผู้ติดต่อได้รับอนุญาตในทางเทคนิค telnet เป็นคำสั่งของผู้ใช้ภายใต้โปรโตคอล TCP/IP เพื่อเข้าถึงคอมพิวเตอร์ในระยะไกล โปรโตคอลของเว็บ หรือ Hypertext Transfer Protocol และ File Transfer Protocol ยินยอมให้ผู้ใช้เรียกไฟล์ที่เจาะจงจากคอมพิวเตอร์ระยะไกล แต่ไม่ได้ logon ในฐานะผู้ใช้ของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น โดยการใช้ telnet ผู้ใช้สามารถ logon ในฐานะผู้ใช้ธรรมดาที่มีสิทธิในการเจาะจงโปรแกรมประยุกต์ และข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์
คำสั่งของ telnet มีลักษณะดังนี้
Telnet the libraryat.harvard.edu เมื่อส่งคำสั่งนี้ไปแล้ว จะมีการ logon ด้วย user id และป้อนรหัสผ่าน ถ้ายอมรับก็สามารถใช้ข้อมูลในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้
telnet ได้รับการใช้งานโดยผู้พัฒนาโปรแกรม และผู้ต้องการใช้โปรแกรมประยุกต์เฉพาะ หรือข้อมูลที่อยู่ในเครื่องโฮสต์ที่เจาะจง

โปรโตคอลตัวที่ 25 คือ Network News Transfer Protocol (NNTP)
NNTP ( Network News Transfer Protocol )เป็นโปรโตคอลที่ใช้กำหนดมาตรฐานสำหรับ
·       ไคลเอนต์ใช้ประกาศหัวข้อ ( Article ) ขึ้นไปไว้ที่เซิร์ฟเวอร์
·       ไคลเอนต์ใช้รับและอ่านหัวข้อข่าวจากเซิร์ฟเวอร์
·       ใช้แลกเปลี่ยนหัวข้อข่าวระหว่าง News Server
NNTP นั้นคล้ายคลึง SMTP เช่น แมสเสจของ NNTP จะต้องอยู่ในรูปของรหัส ASCII และคำสั่งของ NNTP เองก็อยู่ในรูปของรหัส ASCII เช่นเดียวกัน โดยแต่ละคำสั่งจะมีพารามิเตอร์ต่อท้ายและจบลงด้วยรหัส CR และ LF ในแบบเดียวกับที่ SMTP มีใช้ การตอบกลับของ NNTP จะใช้รหัส 3 หลัก ตามด้วยข้อความที่ใช้รหัส ASCII โดยรหัสสามหลักนั้นถูกนำไปใช้ผลักดันการเปลี่ยนสถานะ State Machine ของโปรโตคอลตรงตำแหน่งที่ต้องการให้ข้อความสามารถปรากฎให้ผู้บริโภคเห้นการตอบกลับจะจบลงด้วยรหัส CR และ LF เรียงติดกัน ในกรณีคำสั่งที่ส่งไปทำให้เซิร์ฟเวอร์ต้องตอบกลับด้วยข้อมูลขนาดใหญ่มาก อย่างเช่น ตัวบทความ แต่ละบรรทัดจะต้องจบลงด้วยรหัส CR และ LF แต่เมื่อสิ้นสุดคำตอบกลับทั้งหมดจะจบด้วยเครื่องหมายจุดทศนิยมแล้วตามด้วยรหัส CR และ LF ซึ่งจะเห็นว่าเหมือนกับวิธีการ Dot Stuffing ที่ SMTP นำไปใช้ โดยในบรรทัดใดที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายจุดทศนิยม จะต้องมีจุดทศนิยมเพิ่มขึ้นมาอีก 1 จุดแล้วตามด้วยรหัส CR และ LF ต่อท้าย จุดที่เพิ่มเข้ามานั้นจะถูกตัดทิ้งไปโดยเซิร์ฟเวอร์ฝั่งผู้รับ

โปรโตคอลตัวที่ 26 คือ User Datagram Protocol (UDP)
User Datagram Protocol (UDP) เป็นโปรโตคอลหลักในชุดโปรโตคอลอินเทอร์เน็ต การส่งข้อมูลผ่าน UDP นั้น คอมพิวเตอร์จะส่งข้อมูลขนาดเล็กที่เรียกว่า เดต้าแกรม (datagram) ผ่านเครือข่ายไปยังเครื่องปลายทาง โดย UDP จะไม่รับประกันความน่าเชื่อถือและลำดับของเดต้าแกรม อย่างที่ TCP รับประกัน ซึ่งหมายความว่าเดต้าแกรมอาจมาถึงไม่เรียงลำดับ หรือสูญหายระหว่างทางได้ แอปพลิเคชันที่ใช้ UDP เป็นฐานในการส่งข้อมูลคือ Domain Name System (DNS), Streaming media, Voice over IP และเกมออนไลน์

โปรโตคอลตัวที่ 27 คือ Internet Control Message Protocol (ICMP)
Internet Control Message Protocol (ICMP) คือ โพรโทคอลที่ทำหน้าที่รายงานความผิดพลาดต่างๆ ใน IP packet และตรวจสอบการทำงานในชั้น Internet Layer เนื่องจากปกติข้อมูลที่ส่งใน Network จะต้องผ่าน Router มากกว่าหนึ่งตัว เพื่อให้ Router สามารถตรวจสอบปัญหาในการส่งข้อมูลไปยังปลายทาง Router จะใช้ Intrnet Control Message Protocol (ICMP) ไปแจ้งยัง IP ต้นทาง โดย ICMP จะถูกใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหา
ข้อความใน ICMP จะประกอบด้วย
·       Echo Request and Echo Reply
·       Source Quench
·       Destination Unreachable
·       Time Exceeded
·       Fragmentation Needed

โปรโตคอลตัวที่ 28 คือ Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)
Simple Mail Transfer Protocol (SMTP) เป็นโปรโตคอล ของ TCP/IP ใช้ในการส่งและรับ E-mail แต่ SMTP มีความจำกัดในด้านแถวคอย (Queue) ของ message ในด้านรับ ตามปกติจะใช้ร่วมกับโปรโตคอลอื่นอีกตัว เช่น POP3 หรือ Internet Message Access Protocol เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเก็บเมล์ไว้ใน server mailbox และ ดาวน์โหลดจาก server ในอีกความหมาย คือ SMTP ใช้สำหรับการส่งเมล์ของผู้ใช้ และ POP3 หรือ IMAP ใช้สำหรับเมล์แล้ว เก็บไว้ในเครื่องแม่ข่าย โปรแกรม E-mail ส่วนใหญ่ เช่น Eudora ให้ผู้ใช้ระบุได้ทั้ง SMTP server และ POP Server บนระบบ UNIX การส่งเมล์ใช้ SMTP server ส่วนแพ็คเกตการส่งเมล์เชิงพาณิชย์ได้รวม POP server และมาพร้อมกับ Window NT SMTP ได้รับสนับสนุนให้กำกับพอร์ต 25 ของ Transmission Control Protocol รายละเอียดของ SMTP อยู่ใน Request for Comment 821 ของ Internet Engineering Task Force (IETF) ตัวเลือกอื่นนอกจาก SMTP คือ X.400 ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางในยุโรป

โปรโตคอลตัวที่ 29 คือ โพรโทคอล H.323
โพรโทคอล H.323 การสื่อสารแบบแพ็กเกตสวิท (Packet Switched Network) ใช้ โพรโทคอล H.323 สำหรับการส่งข้อมูลทุกชนิด แบบเรียลไทม์ (Real-Time) การสื่อสารแบบนี้จะส่งข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนเล็ก ๆ เรียกว่า แพ็กเกต เพื่อส่งไปยัง เป้าหมายตามสายสื่อสารที่เร็วที่สุดโพรโทคอลนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานโดย ITU เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2539 ช่วยให้สามารถส่งข้อมูลเสียง ภาพ หรือนำมาใช้ในการประชุมทางไกลอิเล็กทรอนิกส์ได้




โปรโตคอลตัวที่ 30 คือ Exterior Gateway Protocol (EGP)
Exterior Gateway Protocol (EGP) เป็นโปรโตคอล สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ router ระหว่าง 2 เครือข่ายของ gateway host ในระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติ ซึ่ง EGP มีการใช้โดยทั่วไป ระหว่าง host บนอินเตอร์เน็ต เพื่อแลกเปลี่ยนสารสนเทศของตาราง routing โดยตาราง routing ประกอบด้วยรายการ router ตำแหน่งที่ตั้ง และเมทริกของค่าใช้จ่ายของแต่ละ router เพื่อทำให้สามารถเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด กลุ่มของ router แต่ละกลุ่มจะใช้เวลาภายใน 120 วินาที ถึง 480 วินาที ในการส่งข้อมูลส่งตาราง routing ทั้งหมดไปยังเครือข่ายอื่น ซึ่ง EGP -2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดของ EGP ส่วน Exterior Gateway Protocol แบบล่าสุดคือBorder Gateway Protocol (BGP) ซึ่งมีความสามารถเพิ่มขึ้น

สรุป
                นอกจากประโยชน์ในการค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็วแล้ว Directory ยังเป็นโครงสร้างข้อมูลที่แสดงให้ User เห็นข้อมูลทั้งหมดได้จากมุมมองเดียว ( Single Logical View) แม้ว่าแท้จริงแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกเก็บแยกกันอยู่อย่างกระจัดกระจายตาม Host ต่างๆ บน Distributed System ซึ่งข้อดีต่างๆ เหล่านี้ ทำให้มีการพัฒนา Application ที่ใช้ Directory Service ออกมามากมาย และ LDAP ก็คือหนึ่งในมาตรฐานที่ใช้จัดการ การรับส่งข้อมูลระหว่าง Application Server ที่เก็บ Directory เหล่านี้ กับ Client Application ที่เป็นฝ่ายเรียกดูข้อมูลจาก Directory อีกสาเหตุที่จำเป็นต้องมีมาตรฐานในการเข้าถึงข้อมูลใน Directory นั้นก็เพื่อให้การพัฒนา Application ที่ใช้ติดต่อกับ Directory Server นั้นมีความยืดหยุ่นขึ้น โดย Developer สามารถเรียกใช้ API (Application Programming Interface) เพื่อติดต่อกับ Directory Service ได้ โดยไม่ต้องทราบวิธีการเข้าถึงโดยละเอียด เช่นโครงสร้างของ Directory หรือ ชนิดของข้อมูล ( Data Type) ภายใน หรือไม่จำเป็นต้องปรับแก้ Application ใหม่หากมีความต้องการ Data Type ใหม่ๆ เป็นต้น ในการทำงานแต่ละโปรโตคอลก็มีการแตกต่างในการใช้งาน และมีประโยชน์ ข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน เราควรเลือกใช้โปรโตคอลในทางที่ถูกต้องและเหมาะสมในการใช้งาน และไม่ควรละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของคนอื่นด้วย ดังนั้นเราควรทำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสังคมไทยเพื่อให้เจริญก้าวหน้าตามเทคโนโลยีให้ทันสมัยมากขึ้น


บรรณานุกรม

Com5Dow (คอม5ดาว), โปรโตคอลคืออะไร. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.com5dow.com/  (วันที่ค้นข้อมูล : 15 กรกฎาคม 2555).

วิกิพีเดีย, โปรโตคอล. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/  (วันที่ค้นข้อมูล : 17 กรกฎาคม 2555).

PHP Mindphp.com, โปรโตคอล. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.mindphp.com/  (วันที่ค้นข้อมูล : 19 กรกฎาคม 2555).



ไม่มีความคิดเห็น: