จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

20 กุมภาพันธ์ 2552

บทที่ 1
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
ในการประกอบอาชีพเสริมโดยการทำขนมปังของกลุ่มแม่บ้าน พบว่าขนมปังที่ทำขึ้นจะหมดอายุเร็ว เนื่องจากเกิดจากเชื้อราขนมปัง ทำให้ขายไม่ได้ ประสบปัญหาขาดทุนหรือขายไม่ได้ราคา และแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ๆไม่ได้ ทางกลุ่มข้าพเจ้าจึงมีแนวคิดว่า ถ้าจะหาวิธีระงับการเจริญเติบโตของราขนมปังโดย ใช้สมุนไพรในท้องถิ่น โดยในเบื้องต้นได้เลือก ว่านหางจระเข้และกระเทียมมาทำการ ทดสอบ โดยตั้งสมติฐานว่า "ว่านหางจระเข้และกระเทียมสามารถป้องกันและชะลอการเจริญเติบโตของราขนมปัง" จากนั้นนำผลการทดลองที่ได้มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตขนมปัง เพื่อช่วยให้ขนมปังที่ได้หมดอายุนานขึ้น
จุดมุ่งหมาย
1. ศึกษาว่า ว่านหางจระเข้และกระเทียมสามารถชะลอการเจริญเติบโตของราขนมปัง
2. ศึกษาวงจรชีวิต ประโยชน์และโทษหรืออันตรายที่เกิดจากเชื้อราชนิดต่างๆ
3. ศึกษาคุณสมบัติและสรรพคุณของสมุนไพรไทยในท้องถิ่น
4. ศึกษาสารเคมีหรือเอ็มไซม์ที่มีผลยับยั้งหรือกำจัดเชื้อราในวงการแพทย์ไทย
สมมติฐาน
ว่านหางจระเข้และกระเทียมสามารถป้องกันและชะลอการเจริญเติบโตของราขนมปัง
ตัวแปร
ตัวแปรต้น: ว่านหางจระเข้ และ กระเทียม
ตัวแปรตาม: การยับยั้งการเกิดเชื้อรา
ตัวแปรควบคุม: จำนวนวัน ชนิดขนมปัง ปริมาณว่านหางจระเข้ และกระเทียมที่ใส่

ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
ว่านหางจระเข้พันธ์ Liliaceaeและกระเทียมและขนมปัง และได้ศึกษาค้นคว้าหางานวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2551จนถึงวันที่ 31 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เป็นระยะเวลา 1 เดือน
นิยามเชิงปฏิบัติการ
การชะลอการเจริญเติบโตของราขนมปังคือการทำให้ราขนมปังเกิดขึ้นช้ากว่าปกติ

วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
เช่น เพื่อศึกษาชนิดต่างๆ ของกระเทียมและว่านหางจระเข้ต่อการยับยั้งการเกิดเชิ้อรา บนขนมปังเพื่อศึกษาถึงชนิดราต่างๆ ที่ถูกทำลาย ตามสมมติฐานของโครงงาน

ระเบียบวิธีวิจัย/ การทำทดลอง
สถานที่ทําการเก็บตัวอย่างเช่นการสุ่มตัวอย่างจากขนมปัง 1ยี้ห้อ แล้ว ปล่อยขนมปัง มาตั้งทิ้งไว้ และอาจนำกระเทียมและว่านหางจระเข้มาตำแยกในครกหรือขูดจากนั้น เอานำ มาหยดใส่ เทียบกับ ขนมปังชนิดเดียวกันที่ไม่มีสารจากกระเทียม เป็นต้น เทคนิคสกัดเอาสารกระเทียม คงจะทำลำบาก เพราะต้องใช้เครื่องมือ พอสมควร และ คุณมี ประเภทของข้อมูลและแหล่งที่มาของข้อมูล/วางแผนการวิจัย/เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิธีการรวบรวมข้อมูลตัวอย่าง หรือยัง/ รวมทั้ง เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง การดูผลหรือยัง/วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล จะทำเเบบไหน / มีระยะเวลาการทํ าโครงงานนานเท่าไร ที่เป็นไปได้

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัยครั้งนี้
เช่น ประโยชน์ต่อผู้บริโภคประโยชน์ต่อวงการวิชาการ /ผู้บริโภค และผู้สนใจทั่วไป/ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ/ประโยชน์ต่อหน่วยงานรัฐบาล องค์กรที่เกี่ยวข้อง และเศรษฐกิจของประเทศ

รายละเอียดประมาณการค่าใช้จ่าย

5.1 ฟิวเจอร์บอร์ด ราคา 120 บาท

5.2 สก็อตเทป ราคา 35 บาท

5.3 ค่าล้างรูป ราคา 42 บาท

5.4 ขนมปัง ราคา 17 บาท

รวม 214 บาท

เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม
อย่างไรถ้ามีขอสงสัยหรือคำเเนะนำเพิ่มเติม สามารถ ติดต่อได้ที่
ที่มา :
1. นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
2. http://dit.rid.ac.th/biology/
3.
http://.mahidol.ac.th/mahidol/py/mpcenter/

4. http://www.livescience.com/health/080903-cinnamon-oil.html

5.http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1#.E0.B8.8A.E0.B8.B7.E0.B9.88.E0.B8.AD.E0.B9.80.E0.B8.A3.E0.B8.B5.E0.B8.A2.E0.B8.81

6. Nattawut Boonyuen http://www.vcharkarn.com/va2/index.php/my/show/154

7."http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89".

บทที่ 2

กระเทียม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum Linn. วงศ์ : Alliaceae

ชื่อท้องถิ่น : กระเทียม (ภาคกลาง) หอมเทียม (ภาคเหนือ) หอมขาว (ภาคอีสาน) หอมเทียม (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

เป็นพืชล้มลุกที่มีหัวอยู่ใต้ดิน แต่ละหัวประกอบด้วยกลีบเรียงซ้อนกันประมาณ 4-15 กลีบ บางพันธุ์จะมีเพียงกลีบเดียว เรียกว่า กระเทียมโทนแต่ละกลีบมีกาบเป็นเยื่อบางๆสีขาวอมชมพูหุ้มอยู่โดยรอบ กระเทียมมีรากไม่ยาวนัก ใบมีลักษณะยาวแบน ปลายใบแหลมแคบ โคนมีใบหุ้มซ้อนกัน ดอกออกเป็นช่อ มีสีขาวติดเป็นกระจุกที่ปลายก้านช่อ กระเทียมมีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเผ็ดร้อน

สารสำคัญที่พบ

สารสำคัญที่ทำให้กระเทียมมีกลิ่นหอมฉุนเผ็ดร้อนคือเอนไซม์อัลลิเนส (Allinase) ที่เปลี่ยนสารอินทรีย์กำมะถันอัลลิอิน (Alliin) ให้เป็นน้ำมันหอมระเหยอัลลิซิน (Allicin) และเมื่อนำหัวกระเทียมสดมากลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันกระเทียม (Garlic oil) นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารอาหาร น้ำ กรดไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล กรดอะมิโน เหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี ฯลฯ

สรรพคุณ

การกินกระเทียมทั้งสดหรือแห้งเป็นประจำสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันและกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง และปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด รักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคหวัด วัณโรค คอตีบ ปอดบวม ไทฟอยล์ มาลาเรีย คออักเสบและอหิวาตกโรคได้อีกด้วย วิธีการใช้กระเทียมเพื่อรักษาโรคต่างๆคือ

1. ใช้ขับเหงือ ขับปัสสาวะและขับเสมหะโดยใช้กระเทียมสดครึ่งกิโลกรัมทุบพอแตก แช่ในน้ำหวานหรือน้ำผึ้ง 1 ถ้วยประมาณ 1 สัปดาห์ รับประทานครั้งละครึ่งช้อนโต๊ะวันละ 3 ครั้ง

2. ใช้ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ โดยใช้กระเทียมสด 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย กรองเอาแต่น้ำ ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร

3. ใช้รักษาแผลสด แผลเป็นหนอง โดยใช้กระเทียมสดปอกเปลือก นำมาทุบหรือฝานทาในบริเวณที่เป็นแผล

4. ใช้รักษาโรคผิวหนังที่เกี่ยวกับเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า เชื้อราในช่องคลอด โดยใช้น้ำที่คั้นจากกระเทียมสดทาบริเวณที่เป็น

5. ลดอาการปวดฟันจากฟันผุ โดยใช้กระเทียมสดสับละเอียดทุกฟันที่ผุ

6. ใช้รักษาอาการปวดหู หูอื้อ หูตึง โดยใช้น้ำกระเทียมหยอดหูประมาณ 1-2 หยด วันละ 3-4 ครั้ง

วิธีใช้ในการประกอบอาหาร

กระเทียมเป็นเครื่องเทศประจำครัวของคนไทยมาช้านาน อาหารแทบทุกชินดมักมีกระเทียมรวมอยู่ด้วยเสมอ อย่างน้อยก็เป็นส่วนผสมของน้ำพริกทุกชนิด เป็นเครื่องเทศปรุงแต่งกลิ่นรสอาหารประเภท ต้ม แกง และผัดทุกชนิด เป็นกระเทียมเจียวโรยหน้าก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวต้ม ผสมกับหมูยอ แหนม ไส้กรอก เพื่อดับกลิ่นและปรุงรส นอกจากนี้ยังนำไปดอก (ส่วนมากใช้กระเทียมโทน) ใบกระเทียมสดใช้ผัดเป็นอาหาร น้ำมันกระเทียมใช้แต่งกลิ่นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ แต่งกลิ่นซอส น้ำมัน น้ำจิ้ม ฯลฯ

ข้อสังเกต/ข้อควรระวัง

1. ถ้าเก็บกระเทียมไว้นานเกินไป สารสำคัญในกระเทียมจะลดน้อยลง และหากจะใช้กระเทียมให้ได้ผลดีก็ไม่ควรกินหรือกลืนกระเทียมทั้งกลีบ ควรจะทุบหรือสับให้ละเอียดเสียก่อน เพื่อให้น้ำมันในกระเทียมมีฤทธิ์ในการรักษามากยิ่งขึ้น

2. หากจะเก็บกระเทียมไว้เพื่อรับประทานได้นานๆให้นำไปดองในน้ำส้มสายชูหรือน้ำซีอิ๊ว เพราะจะช่วยรักษาคุณค่าทางอาหารของกระเทียมได้เป็นอย่างดี

3. การปรุงกระเทียมโดยใช้ความร้อน เช่น การเจียว การต้ม จะทำให้คุณค่าในการเป็นยารักษาโรคน้อยลง ดังนั้น ควรรับประทานกระเทียมในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม

4. คนที่เป็นโรคกระเพาะหรือท้องว่าง ไม่ควรรับประทานกระเทียม เพราะจะทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และเมื่อเกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ ควรรับประทานกระเทียมให้น้อยลง

สรุปประโยชน์และวิธีใช้กระเทียม

มีฤทธิ์ในการฆ่าและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด เช่น เชื้อยีสต์, เชื้อราได้ผลดีมาก ความเข้มข้นเพียง 0.02% ต่อปริมาตร ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราในน้ำเลี้ยงเชื้อได้ (ถ้าเจือจางเพียง 0.001% สามารถฆ่าเชื้ออหิวาต์และเชื้อไทฟอยด์ได้) รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน, โรคผิวหนังที่ติดเชื้อราหรือแบคทีเรีย โดยใช้กระเทียมบดพอก หรือกระเทียมฝานทาได้ผลดีและเป็นที่ยอมรับทางวงการวิทยาศาสตร์ว่ากระเทียมมีสารเคมีหรือน้ำมัน กระเทียมฆ่าเชื้อราได้ดีพอ ๆ กับยาปฏิชีวนะหลายชนิด หรือดีกว่ายาปฏิชีวนะบางอย่างเพราะยาปฏิชีวนะบางชนิดสามารถฆ่าเชื้อได้เฉพาะเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา การสกัดเอาน้ำมันกระเทียมให้บริสุทธิ์แล้วผสมครีมหรือขี้ผึ้งทำเป็นลักษณะครีมหรือบาล์ม อาจจะได้ผลดีมากคือช่วยให้มีการซึมซาบได้ยิ่งขึ้น

รักษาโรคภายใน ตามความเชื่อแผนโบราณเชื่อว่ารักษาโรคบิด โรคท้องร่วง ขับน้ำได้ ขับพยาธิและพยาธิเส้นด้าย รักษาวัณโรค (นิวโมเนีย) ลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคอหิวาต์ ไทฟอยด์ ขับลม แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ยาขับพยาธิในช่องท้อง ยาลดไข้ แก้ไอ รักษาโรคหืด หอบ โรคประสาท มะเร็ง และโรคต่าง ๆ อีกมากมาย แต่เท่าที่ได้มีรายงานจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่ากระเทียมรักษาโรคภายในดังนี้คือ

  • ลดความดันโลหิตสูงที่เกิดจากไขมันอุดตันหลอดเลือด เนื่องจากมีสารละลายไขมันในเส้นเลือด รับประทานเป็นประจำ 15 วัน ความดันโลหิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงขณะรับประทานกระเทียมเป็นประจำควรจะมีการตรวจความดันโลหิตก่อน
  • มีสารเป็นตัวนำของวิตามินบี1 เข้าสู่ทางเดินอาหารได้ดีเพื่อทำให้วิตามินบี1 นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยรวมเป็นสารอัลลิลไทอะมิน (Allithiamin) ทำให้วิตามินบี1 ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นถึง 20 เท่า และสารอัลลิซัลไฟด์จะช่วยกระตุ้นการดูดซึมของวิตามินบี1 ในลำไส้ดีขึ้นเท่าตัว
  • ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของผนังกระเพาะลำไส้ ป้องกันโรคท้องผูกและขับลมในกระเพาะลำไส้
  • ป้องกันการเป็นวัณโรคหรือนิวโมเนียได้ สำหรับผู้ที่รับประทานกระเทียมสดเป็นประจำ เนื่องจากขณะที่รับประทานกระเทียมสารมีกลิ่นกระเทียมจะระเหยออกมาทางลมหายใจ ทางปอด สารนี้จะไปทำลายเชื้อโรคที่ทางเดินหายใจก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่ปอด แก้ไอ ขับเสมหะ
  • ป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร มีกลไกเช่นเดียวกับป้องกันวัณโรค คือ จากสารที่ได้จากกระเทียมจะเข้าไปยับยั้งหรือฆ่าเชื้อต่าง ๆ ที่ติดเข้าไปกับอาหาร
  • ความเข้มข้นของน้ำมันกระเทียมเพียง 0.001% สามารถฆ่าเชื้ออหิวาต์และไทฟอยด์ในหลอดทดลองได้
  • เมอร์แคปแตน (mercaptan) เป็นสารกำมะถันอินทรีย์ที่อยู่ในกระเทียม ช่วยทำให้เนื้อและโปรตีนที่ทำลายยาก เช่น โปรตีนจากไข่ขาว นม ละลายและดูดซึมในลำไส้ได้ง่ายขึ้น
  • น้ำคั้นจากกระเทียมบดผสมน้ำอุ่น 5 เท่า ผสมเกลือเล็กน้อย อมกลั้วคอฆ่าเชื้อในปากและลำคอได้
  • ในอินเดียใช้กระเทียมโขลกสระผมช่วยป้องกันผมหงอก นอกจากนี้กระเทียมยังมีไอโอดีนเช่นเดียวกับสาหร่ายทะเล หอยต่าง ๆ กุ้ง น้ำมันตับปลา สับปะรด
  • น้ำคั้นกระเทียมผสมน้ำเชื่อมรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บรรเทาอาการไข้หวัดเจ็บคอ น้ำมูกไหล และอาการไอ
  • กระเทียมบดห่อด้วยผ้าขาวบางวางบริเวณริมฝีปากที่เกิดการอักเสบ 8-10 ชั่วโมง อาการจะบรรเทา จะรับประทานกระเทียมอย่างไรดีให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

หมายเหตุ

การปรุงอาหารด้วยกระเทียมก็ยังคงเหลือสารกลุ่มซัลเฟอร์ ซึ่งยังคงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง, การรับประทานกระเทียมสดๆ จะดีที่สุด แต่จะระคายกระเพาะอาหาร ให้รับประทาน พร้อมอาหารโดยเฉพาะอาหารโปรตีนคนที่ไม่ชอบกลิ่นกระเทียมหรือไม่ได้รับประทานกระเทียมทุกวัน การรับประทานแคปซูล กระเทียมเป็นอาหารเสริมก็ให้ประโยชน์เช่นกัน ให้เลือกบริษัทผู้ผลิตกระเทียมที่เชื่อถือได้และควรมีฉลากระบุสารต่างๆ ในนั้นด้วย ให้ถามว่ามีการนำกระเทียมที่ผลิตได้นั้นไปทำการทดลอง ด้วยหรือเปล่าและมีการตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสารอะไรบ้าง ยาเม็ดกระเทียมไม่ใช่กระเทียมสดแต่มีส่วนประกอบ ใกล้เคียงกับกระเทียมสด

ปริมาณการบริโภคต่อวันขึ้นกับรูปแบบของการผลิต การใช้รักษาโรคควรเท่ากับหัวกระเทียมสด 4 กรัม, หรือ 600-1200 มก. ของ aged garlic, 2-5 มก. ของน้ำมันกระเทียม (garlic oil)อาหารเสริมจากกระเทียมควรผลิตโดยวิธีที่ไม่ทำลาย สารธรรมชาติของมันจะได้ประโยชน์เทียบเท่ากระเทียมสด เทคนิคการผลิตวิธีใหม่ที่เรียก aged garlic จะช่วยลดกลิ่น และสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการออกไป ขณะเดียวกันก็ทำให้คุณภาพคงทน หรือไม่สูญสลายไปหมดมีแพทย์คนหนึ่งซึ่งสนใจการรักษาโดยพืชสมุนไพรชื่อ JAMES DUKE, Ph.D. ได้วิจัยพบว่า กระเทียมมีสารประกอบ รวมกันถึง 202 ชนิด เขาบอกว่า "เราไม่ต้องไปหาสรรพคุณอื่นใด มาเพิ่มเติมอีก (ในการรักษาด้วยสมุนไพร) นอกจากพยายามคงสภาพ ของมันไว้ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง"

กระเทียมมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จึงมีผู้ผลิตกระเทียม ออกวางจำหน่ายในรูปยาเม็ดหลายๆ บริษัทด้วยกรรมวิธี การผลิตแตกต่างกันออกไป ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การสกัดกระเทียมด้วยวิธีความร้อน, เย็น ก็จะได้สารออกมาไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่การสกัดกระเทียมด้วยน้ำหรือน้ำมัน ก็จะได้ตัวยา ออกมาแตกต่างกัน ดังนั้นก่อนซื้อผลิตภัณฑ์จากกระเทียม ควรต้องเลือกดูให้ดีๆ มิฉะนั้น จะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ควรเลือกบริษัทผู้ผลิตที่มีการนำยาที่ผลิตไปทดลองมาก่อน และได้ผลการทดลองออกมาเชื่อถือได้เท่านั้น

วิธีปลูกกระเทียม

กระเทียมปลูกง่ายโดยกลีบกระเทียมที่สมบูรณ์แช่น้ำประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วใช้ผ้าขาวบางหรือกระดาษซับชุบน้ำห่อไว้จนเริ่มงอกจึงนำไปปลูกโดยใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมรดน้ำให้ชุ่มประมาณ 3 เดือน เก็บเกี่ยวได้หรืออาจสังเกตดูใบเริ่มเหลือง

การเก็บกระเทียมจากแหล่งผลิต (การเก็บเกี่ยว) เพื่อการตรวจสอบเอกลักษณ์ ควรเก็บเมื่อกระเทียมมีอายุระหว่าง 100 - 120 วัน เพราะระยะนี้เป็นระยะที่กระเทียมจะให้สารที่เป็นประโยชน์ได้เต็มที่ ถ้าปล่อยไว้เกินกว่านั้นถึง 130 วัน จะเหมาะสำหรับนำไปทำพันธุ์มากกว่า วิธีเก็บขึ้นจากไร่จะใช้ขุดหรือถอนจากดินสุดแต่จะสะดวก ข้อสำคัญต้องไม่ให้หัวกระเทียมช้ำ แล้วนำไปล้างน้ำทำความสะอาดให้ดินออกให้หมด เตรียมผึ่งให้แห้งเก็บไว้ตรวจสอบการทำให้หัวกระเทียมแห้งและการรักษา โดยปกติการทำให้พืชสมุนไพรแห้งเป็นการช่วยในการเก็บรักษาและป้องกันการเกิดเชื้อรา ทั้งต้องมุ่งถนอมสารในพืชสมุนไพรมิให้สลายตัวหรือระเหยไปได้

นำหัวกระเทียมสดทั้งต้นมาผึ่งแดด โดยไม่ให้หัวกระเทียมถูกแดดที่ร้อนจัดแต่ให้ต้นและใบกระเทียมเท่านั้นแห้งก่อน ด้วยการนำต้นกระเทียมมาเรียงซ้อนกันเป็นแถวให้หัวกระเทียมซ่อนอยู่ด้านใน ปล่อยให้ต้นและใบตากแดดไว้ประมาณ 4-5 วัน เมื่อเห็นว่าต้นและใบแห้งดีแล้ว จึงนำมามัดไว้เป็นมัด ๆ และนำมัดกระเทียมแต่ละมัดแขวนไว้ในที่ร่ม โปร่งเป็นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ แต่ต้องเป็นที่แห้งไม่มีลมพัดผ่านมาก เป็นที่ที่มีความชื้นไม่เกิน 10% ศึกษาการนำสมุนไพรที่ยับยั้งการเกิดเชื้อรามาหุงข้าว เพื่อให้ได้ข้าวสมุนไพรที่บูดช้าและได้ประโยชน์จากสมุนไพร จากการทดลองตอนที่ 1 พบว่า สารสกัดจากกระเทียมมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเกิดเชื้อราได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ขมิ้นชัน กระชาย ขิง ข่า ใบโหระพา กะเพรา ตามลำดับ นำสารสกัดสมุนไพรที่ยับยั้งการบูดของข้าวได้ดี คือ กระเทียม ขมิ้นชัน และกระชาย มาศึกษาเปรียบเทียบความเข้มข้นตามอัตราส่วนโดยปริมาตรจากการทดลองตอนที่ 2 พบว่าสารสกัด กระเทียม:น้ำ ในอัตราส่วน 230:70 ช่วยยับยั้งการบูดของข้าวได้ดีที่สุด คือ 6 วัน รองลงมาคือ ขมิ้นชัน และกระชายในอัตราส่วนเดียวกัน จากนั้นทำการทดสอบรสชาติและกลิ่นของข้าวสมุนไพร 3 ชนิด โดยใช้ผู้ประเมิน 30 คน ผลการทดลองตอนที่ 3 พบว่า ข้าวสมุนไพรขมิ้นชันในอัตราส่วน 150:150 มีกลิ่นหอมและรสชาติดีที่สุด รองลงมาคือข้าวกระเทียม ส่วนข้าวกระชายที่อัตราส่วน 190:110 ได้รับความนิยมน้อยที่สุด เพราะกลิ่นสมุนไพรฉุนเกินไป และการทดลองตอนที่ 4 ศึกษาเปรียบเทียบสมุนไพรสดและแห้งที่มีผลต่อการบูดของข้าวสุก ผลการทดลองพบว่สารสกัดจากกระเทียมสดยับยั้งการบูดของข้าวได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ขมิ้นชันสด กระทียมแห้ง และขมิ้นชันแห้ง ตามลำดับ

ถุงบรรจุขนมปังแบบใหม่ที่ทำให้เก็บได้ยาวนานขึ้น

โดยทั่วไป เวลาเราซื้อขนมปังมารับประทานส่วนใหญ่เราจะเจอปัญหาขนมปังขึ้นราทั้งๆที่ยังทานไม่หมดหรือเพิ่งซื้อมาเพียงสองสามวันก็ตาม และก็ต้องทิ้ง ทำให้สิ้นเปลืองเงินทอง แต่ขณะนี้ได้มีนักวิจัยได้ทำการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของขนมปังแบบใหม่ที่สามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและทำให้เราสามารถซื้อขนมปังมา แล้วเก็บไว้รับประทานได้ถึง 10 วัน ซึ่งสิ่งที่เป้นส่วนสำคัญของบรรจุภัณฑ์ของขนมปังแบบใหม่จะอยู่ที่ น้ำมันอบเชย น้ำมันอบเชยถือเป็น สารธรรมชาติที่มีสามารถทำงานต่อต้านการเกิดและเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรียได้เป็นยอย่างดี ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำงานวิจัยชิ้นนี้ที่ประเทศสเปน โดยจากการวิจัยได้ข้อสรุปว่าการนำเอาน้ำมันอบเชยมาเป็นส่วนผสมในการทำกระดาษห่อขนมปังหรือบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบอื่น เช่นถุงสำหรับใส่ขนมปังจะทำให้สามารถช่วยยืดอายุให้สามารถเก็บขนมปังไว้รับประทานได้นานขึ้นกว่า 10 วัน โดยบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งรายละเอียดของงานวิจัยและการพัฒนาครั้งนี้ได้ถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางด้านอุตสาหกรรมอาหารฉบับล่าสุดของเดือน สิงหาคม อย่าง American Chemical Society's Journal of Agricultural and Food Chemistry โดยในขั้นตอนการค้นคว้าทางนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองเพื่อหาวิธีการยับยั้งการเจริญเติบโตของพวกเชื้อราและแบคทีเรียที่จะเกิดบนขนมปังหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้รังสีอุลตร้าไวโอเล็ต หรือการใช้สารเคมีในการเก็บรักษาขนมปัง แต่ก็พบว่าการใช้กระดาษหุ้มขนมปัง หรือการเก็บขนมปังไว้ในบรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันอบเชยเพียงแค่ 6 % จะช่วยยับยั้งการเกิดเชื้อราได้ถึง 96% และเมื่อทำการเปรียบเทียบกับถุงกระดาษธรรมดาที่ใช้ทั่วไปในเก็บขนมปังพบว่าไม่ได้ส่วนของการช่วยยังยั้งการเกิดเชื้อราเลย และถ้าหากมีการเพิ่มปริมาณของน้ำมันอบเชยไปในการผลิตกระดาษตัวที่จะนำมาทำถุงเก็บขนมปังก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการยับยั้งการเกิดเชื้อราทำได้ดีขึ้น ซึ่งการเก็บขนมปังในบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากกระดาษที่มีส่วนผสมของน้ำมันอบเชยสามารถยืดระยะเวลาให้เราสามารถมีขนมปังไว้รับประทานนานถึง 10 วัน

ว่านหางจระเข้

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

ว่านหางจระเข้เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ในตระกูลลิเลี่ยม ( Lilium ) แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณตอนใต้ของทวีปอาฟริกา พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากมายกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีต่างๆกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมัน

คำว่า " อะโล" ( Aloe ) เป็นภาษากรีซโบราณ หมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งแผลงมาจากคำว่า "Allal" มีความหมายว่า ฝาดหรือขม ในภาษายิว ฉะนั้นเมื่อผู้คนได้ยินชื่อนี้ ก็จะทำให้นึกถึงว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้เดิมเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรปและเอเชีย และทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังเกิดกระแสนิยมว่านหางจระเข้กันเป็นการใหญ่

สรรพคุณทางยา

นับเป็นหลายศตวรรษที่หลายประเทศรู้จักใช้ว่านหางจระเข้รักษาโรคต่างๆมากมาย เนื่องจากมีคุณวิเศษในการรักษาแผลไฟลวก รักษาแผลทั่วไปและระงับความเจ็บปวด รวมทั้งรักษาโรคเรื้อนกวาง ในกรณีของโรคเรื้อนกวางนี้ ถ้าใช้สม่ำเสมอจะลดการตกสะเก็ดและอาการคัน รวมทั้งช่วยให้แผลดูดีขึ้น จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ของอียิปต์ โรมัน กรีก แอลจีเรีย ตูนีเซีย อาหรับ อินเดียและจีน มีการรายงานใช้พืชนี้เป็นทั้งยาและเครื่องสำอาง แม้แต่พระนางคลีโอพัตราก็รักษาความงามและความมีเสน่ห์ของพระองค์ด้วยวุ้นของว่านหางจระเข้

ก่อนคริสต์ศักราช 1500 ( หรือ 1000 ปีก่อนพุทธศักราช ) มีรายงานของชาวอียิปต์ที่ถือว่าเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดกล่าวถึงสรรพคุณมากมายของว่านหางจระเข้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการรู้จักใช้พืชชนิดนี้มาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ในตำราสมุนไพรที่มีชื่อของกรีกเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 1 รายงานถึงวิธีการใช้ว่านหางจระเข้ในการรักษาโรคต่างๆอย่างละเอียดพิสดาร ตั้งแต่รักษาบาดแผล โรคนอนไม่หลับ กระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร อาการคันที่ผิวหนัง ปวดหัว ผมร่วง โรคเหงือกและฟัน โรคไต ผิวหนังพอง ผิวถูกแดดเผา ผิวด่างดำ ช่วยบำรุงผิวหนัง ระงับอาการปวดและอื่นๆ

นักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า อริสโตเติ้ลได้กราบบังคมทูลให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยึดเกาะโซโครโต ซึ่งอยู่ทางฝั่งทะเลตะวันออกของแอฟริกา เพื่อเอาว่านหางจระเข้มาไว้ใช้สำหรับรักษาบาดแผลของทหารที่ออกสู้รบ นอกจากนี้ บันทึกสมัยโบราณฉบับอื่นๆก็บรรยายถึงการใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิว ป้องกันผิวจากแดดเผา ถูกลมเป่า ถูกไฟลวก และผิวแตกเมื่อถูกความเย็น รักษาบาดแผลเล็กๆน้อยๆ แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แผลถลอก แผลน้ำร้อนลวก แผลมีดบาด ผื่นคัน สิว ผิวหนังเป็นด่างดำ ผิวหนังถูกใบตำแยหรือแพ้สารต่างๆ แผลชอนทะลุ คันคอเนื่องจากกินอาหารผิด แผลเรื้อรัง ผื่นปวดแสบปวดร้อน และโรคผิวหนังอื่นๆ ในคัมภีร์ไบเบิล ( จอห์น 19: 39 ) มีบันทึกไว้ว่า ยาชโลมพระศพพระเยซูมีส่วนผสมของว่านหางจระเข้อยู่ด้วย

ว่านหางจระเข้ ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาแต่โบราณ มีความลี้ลับอะไรอยู่หรือ แม้ว่าผู้คนจะนิยมใช้ว่านหางจระเข้กันมาแต่โบราณ แต่สรรพคุณของว่านหางจระเข้ก็ยังมีม่านแห่งความ ลี้ลับปกคลุมอยู่มาตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนาน ผู้เปิดม่านความลี้ลับของว่านหางจระเข้ด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็คือ ดร.โซเอดะ โมโมเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิชีวนะสารที่มี ชื่อเสียงของญี่ปุ่น ดร.โซเอดะ เริ่มศึกษาวิจัยว่านหางจระเข้เมื่อ พ.ศ. 2540 โดยเธอได้นำ สารละลายของว่านหางจระเข้มากรอง แล้วนำไปแช่แข็ง จากนั้นก็สกัดให้เป็นผง แล้วจึงสกัดอีกครั้งด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ แล้วตรวจวัดทันที ก็พบมีสารตกตะกอนหลายชนิด หนึ่งในผลงานศึกษาของเธอคือ ได้ค้นพบสารใหม่ที่ออกฤทธิ์ของยาของว่านหางจระเข้อีกครั้ง ซึ่งแต่เดิมทราบกันแต่ว่าว่านหางจระเข้มีสารอยู่สองชนิดคือ สารอะโลอิน กับสารอะโลไอโมติน แต่ดร.โซเอดะได้ค้นพบสารใหม่อีก 3 ชนิด สารหนึ่งในสามนี้คือ อะโลติน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคและเชื้อรา อีกชนิดหนึ่งคือ สารอะโลมิติน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเนื้องอก และสารชนิดสุดท้ายคือ สารอะโลอูรซิน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยสมานแผล

· ใบ - รสเย็น ตำผสมสุรา พอกฝี

· ทั้งต้น - รสเย็น ดองสุราดื่มขับน้ำคาวปลา

· ราก - รสขม รับประทานถ่ายโรคหนองใน แก้มุตกิด

· ยางในใบ - เป็นยาระบาย

· น้ำวุ้นจากใบ - ล้างด้วยน้ำสะอาด ฝานบางๆ รักษาแผลสดภายนอก น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ทำให้แผลเป็นจางลง ดับพิษร้อน ทาผิวป้องกันและรักษาอาการไหม้จากแสงแดด ทาผิวรักษาสิวฝ้า และขจัดรอยแผลเป็น

· เนื้อวุ้น - เหน็บทวาร รักษาริดสีดวงทวาร

· เหง้า - ต้มรับประทานแก้หนองใน โรคมุตกิด

การเพาะปลูก

การปลูกว่านที่จะให้ผลผลิตดี มีใบที่ เนื้อแน่น และอวบ แต่แข็งแรงนั้น จะใช้หลักประสบการณ์ควบคู่ไปกับหลักวิชาการ เรียกได้ว่า เป็นวิธีการของชาวบ้านที่ไม่เน้น ไม่เคร่งตามแบบหลักวิชาการจนเกินไป

ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีการปลูกว่านอยู่หลายอำเภอ แต่ที่ปลูกแล้วได้ผลผลิตค่อนข้างดี เช่น ในอำเภอเมือง ที่หมู่บ้านคั่นกระได ตำบลอ่าวน้อย และที่นิคม ยกตัวอย่างการปลูกว่านตามหลักปะสบการณ์เช่น ตามหลักของนายณรงค์ ศรีสุทานันท์ ที่หมู่บ้านคั่นกระได ตำบลอ่าวน้อย ปลูกว่านหางจระเข้มานานหลายปี และได้ใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา ช่าวในการปลูกแต่ไม่เน้นหลักวิชาการมากเกินไป กาบว่านของนายณรงค์ จะมีขนาดใหญ่ อวบ เนื้อแน่น และผลผลิตที่ได้จะส่งเข้าโรงงานเพื่อนำไปแปรรูปเป็นว่านหางจระเข้กระป๋อง ส่งออกทั้งในประเทศและนอกประทศ เคยมีผู้ซื้อจากต่างจังหวัดคือจังหวัดราชบุรีมาขอซื้อพันธุ์ว่านหางจระเข้ เพื่อนำไปเพาะพันธุ์ และซื้อใบว่านเพื่อส่งโรงงาน ยังมีผู้ซื้อจากประเทศญี่ปุ่นมาดูขนาดของต้นว่าน และซื้อไปเพื่อแปรรูป

เชื้อรา

ลักษณะทั่วไป
เชื้อราแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ ราเซลล์เดียว และราสาย ราเซลล์เดียว เรียกว่า yeast ส่วนราสายนั้นมีชื่อเรียกว่า mold หรือ mould ซึ่งมีทั้งชนิดที่ก่อให้เกิดโรค และไม่เกิดโรค พบทั้งในมนุษย์ สัตว์ และโรคของพืช เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสังเคราะห์อาหารเองได้จำเป็นต้องอาศัยอาหารจากผู้อื่น บางชนิดอาศัยอินทรียสารจากซากพืช บางชนิดเจริญเติบโตและก่อโรคในสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ อาหารของเชื้อรา คือน้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งของคาร์บอนที่เชื้อราชอบ บางจำพวกต้องการธาตุไนโตรเจนจากกรดอะมิโน เคอราตินเป็นสิ่งมีชีวิต อยู่คลาสไฟโคไมซีตีส ( PHYCOMYCETES )อาณาจักรฟังไจ ประเภทเดียวกับยีสต์ ไลเคน เห็ตต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศได้แก่ Rhizopus nigricans เป็นราดำที่ขึ้นบนขนมปัง (Black bread mold) ผลไม้ และอาหารเน่าเสีย ส่วนใหญ่ที่อาศัยบนบก บางส่วนทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสาร ทำให้มีการหมุนเวียนในระบบนิเวศน์
การเจริญเติบโต
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญของราทั่วไปคืออุณหภูมิห้องหรือประมาณ 25-30 C
เชื้อราก่อโรคส่วนใหญ่มักจะเจริญได้ดีในช่วงอุณหภูมิห้องจนถึง 37 องศาเซลเซียส
การสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกหน่อ เช่น ยีสต์
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการสร้างสปอร์ เช่น เห็ด รา

ประโยชน์
ด้านอาหาร นำมาประกอบอาหาร
ด้านอุตสาหกรรม การผลิตกรดอินทรีย์ ใช้ผลิตสารเคมี ใช้ในการหมัก เช่น ยีสต์
ด้านการแพทย์ ผลิตยาปฏิชีวนะ

โทษ
ทำให้อาหารบูดเน่าและเกิดโรคต่างๆ ในพืช ทำให้เกิดโรคราสนิมในกะหล่ำราน้ำค้างในองุ่น

บทที่ 3

การทดลอง

อุปกรณ์การทดลอง
1.ใบว่านหางจระเข้ และ กระเทียม
2. ขนมปัง
3. กระดาษหรือกล่องพลาสติก
4. มีด


วิธีการทดลอง
1. นำใบว่านหางจระเข้ล้างน้ำให้สะอาดใช้มีดปลอกผิวนอกออก จะเห็นวุ้นสีขาวใสๆ และกระเทียมปลอกเปลือกเอาแต่กรีบกระเทียม
2.นำวุ้นที่ได้จากใบว่านหางจระเข้และกระเทียมมาบดหรือปั่นให้ละเอียด (ปั่นแยกกัน)
3. ใช้แปรงสะอาดชุ่มน้ำเมือกแล้วทาบนขนมปังที่เตรียมไว้ให้ทั่ว
4. นำขนมปังที่ทาวุ้นว่านหางจระเข้กับขนมปังที่ไม่ได้ทาวางไว้ในกล่องพลาสติกหรือบรรจุถุงขนมปังอย่างเดิมและนำกระเทียมทาขนมปังแล้วทิ้งไว้ในกล่องพลาสติกหรือบรรจุถุงขนมปังอย่างเดิม
5. สังเกตการเกิดเชื้อรา ในแต่ละวัน บันทึกผล

บทที่ 4
ผลการทดลอง

การใช้ว่านหางจระเข้

วันที่

ทาว่านหางจระเข้

ชุดที่ไม่ได้ทาว่านหางจระเข้

หมายเหตุ

ชุด 1

ชุด 2

ชุด 1

ชุด 2

1

-

-

-

-

5

-

-

-

-

7

-

-

-

-

9

-

-

-

-

10

-

-

มีจุดดำ 3จุด

-

11

-

-

มีจุดดำ 5 จุด

มีจุดดำ 2จุด

12

-

-

มีจุดดำอมเขียว

มีจุดดำอมเขียว

13

มีจุดดำ

-

จุดดำใหญ่ขึ้น

มีจุดดำอมเขียว

15

จุดดำหลายจุด

-

เกิดราขนมปัง

เกิดราขนมปัง

การใช้กระเทียม

วันที่

ทากระเทียม

ชุดที่ไม่ได้ทากระเทียม

หมายเหตุ

ชุด 1

ชุด 2

ชุด 1

ชุด 2

1

-

-

-

-

5

-

-

-

-

7

-

-

-

-

9

-

-

-

-

10

-

-

มีจุดดำ 3จุด

-

11

-

-

มีจุดดำ 6 จุด

มีจุดดำ 2จุด

12

มีจุดดำ 1 จุด

-

มีจุดดำอมเขียว

มีจุดดำอมเขียวเล็กน้อย

13

มีจุดดำ 3 จุด

-

จุดดำใหญ่ขึ้น

มีจุดดำอมเขียว

15

มีจุดดำหลายจุด

-

เกิดราขนมปัง

เกิดราขนมปัง

หมายเหตุ ชุด 1 คือ ใส่กล่องพลาสติก

ชุด 2 คือ ใส่ถุงพลาสติก

บทที่5
สรุปผลการทดลอง
ผลการทดลองของว่านหางจระเข้ สารหรือเอ็มไซม์ที่อยู่ในวุ่นของว่านหางจระเข้สามารถชะลอการเจริญเติบโตของราขนมปังได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากมีสารบาบาเลียน ช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อรา

ผลการทดลองของกระเทียม สารหรือเอมไซม์ที่อยู่ในวุ่นของกระเทียมสามารถการเจริญเติบโตของเชื้อราบนขนมปังได้ในระดับหนึ่ง

ข้อเสนอแนะ
1. สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการศึกษาราชนิดอื่นๆ
2. ศึกษาเปรียบเทียบกันโดยใช้ว่านหางจระเข้และกระเทียมกับราหลายชนิด
3. ศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของราที่มีต่อว่านหางจระเข้และกระเทียม 4. ศึกษาเปรียบเทียบกันโดยใช้กระเทียมกับราหลายชนิด 5.ศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของราที่มีต่อกระเทียม
ประโยชน์ที่ได้รับ
1. ทำให้รู้ได้ว่าว่านหางจระเข้และกระเทียมสามารถระงับการเจริญเติบโตของเชื้อรา
2. ได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการดัดแปลงในการถนอมอาหาร
3.รู้จักใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในชีวิตประจำวัน

บรรณานุกรม/เอกสารอ้างอิง

อย่างไรถ้ามีขอสงสัยหรือคำเเนะนำเพิ่มเติม สามารถ ติดต่อได้ที่ ที่มา :
1. นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
2. http://dit.rid.ac.th/biology/
3.
http://.mahidol.ac.th/mahidol/py/mpcenter/

ไม่มีความคิดเห็น: