จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

09 สิงหาคม 2555

โรคของผู้สูงอายุ


บทนำ

ในปัจจุบันจำนวนประชากรในไทยมีเด็กและผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และในวัยผู้สูงอายุถือว่าเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง ในทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างเห็นได้ชัด ในปกติแล้วร่างกายคนเราจะเริ่มมีการเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป การเสื่อมลงของระบบในร่างกายนี้ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อม โรคเกี่ยวกับกระดูกและไขข้อ เป็นต้น โรคเหล่านี้มันเกิด ในผู้สูงอายุนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดมา ตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว แต่ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ บางโรคเกิดเนื่องจาก ความเปลี่ยนแปลงของ การบริโภคอาหาร ภายหลังจากเกษียนอายุราชการ โรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ โภชนาการในอดีตหรือปัจจุบันดังนั้นจากตัวอย่างของโรค ที่พบในผู้สูงอายุที่กล่าวมา คงทำให้เห็นความสำคัญของโภชนาการ ที่มีผลกระทบต่อผู้สูงอายุ การให้การดูแลในเรื่องอาหารการกิน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหาร ในปริมาณที่มากพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ยังช่วยชะลอการเกิดโรค หรือบรรเทาความรุนแรงของโรคได้ เมื่อผู้สูงอายุเกิดโรคเหล่านั้นขึ้น ต้องมีการรักษาในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ดังควรควรที่จะปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง










โรคความดันโลหิตสูง
ความหมายของโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง หมายถึง (อังกฤษ: Hypertension) เป็นภาวะทางการแพทย์อย่างหนึ่ง โดยจะตรวจพบความดันโลหิต อยู่ในระดับที่สูงกว่าปรกติเรื้อรังอยู่เป็นเวลานาน ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ในปี 1999 ว่า ผู้ใดก็ตามที่มีความดันโลหิตวัดได้มากกว่า 140 /90 มม.ปรอทถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง และ การที่ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต ฯลฯ
โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น เมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนมากจะไม่ได้รับการดูแลรักษา ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไม่มีอาการทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจและรักษา ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร การควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
โรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่รับประทานเกลือน้อย ตัวอย่างเช่น ชาวญี่ปุ่นตอนเหนือรับประทานเกลือมากกว่า 27 กรัม/วัน มีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงถึง 39% ส่วนชาวญี่ปุ่นตอนใต้รับประทานเกลือวันละ 17 กรัม/วัน เป็นมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพียง 21%

อาการของผู้ป่วย
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย หรืออาจจะพบว่ามีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ และเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือนอนไม่หลับความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 2 กรณีด้วยกันคือ
กรณีที่ 1 ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ได้แก่ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก
กรณีที่ 2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือหลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได้
จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้ว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตจากหัวใจวายถึง 60-75 % , เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตัดหรือแตก 20-30 % และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 %

ภาวะอาการแซกซ้อน
·       หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัวและถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด
·       อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม สมาธิลดลง
·       เลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่พอ เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อม ทำให้ไตวายเรื้อรังและภาวะไตวายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก
·       หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอย่างช้าๆ อาจมีเลือดที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้ บางที่อาจปวดที่ก้น
ข้อควรเมื่อมีปฏิบัติเมื่อมีความดันสูง
1.             ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น การเดินเร็วๆ วิ่งเหยาะ หรือว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ควรออกกำลังกายประมาณ 15-20 นาที อย่างน้อย 3-6 ครั้ง/สัปดาห์
2.             ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด เพื่อลดปริมาณเกลือซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงได้
3.             ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
4.             ลดความเครียดของงานและภาวะแวดล้อม
5.             ลดน้ำหนักตัว โดยเฉพาะในรายที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน ความอ้วนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคความดันโลหิตสูง
6.             รับประทานยาและพบแพทย์สม่ำเสมอ เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตและปรับยาให้เหมาะสม
โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน หมายถึง เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงหรือต่ำเกินไปจนทำให้เกิดภาวะฉุกเฉินต่อร่างกาย โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ชนิดโรคของเบาหวานและสาเหตุของโรคเบาหวาน
เบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 สาเหตุของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดการสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายอย่างแน่ชัดว่า ทำไมภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงทำลายเซลล์ของตับอ่อน แต่เราก็ทราบว่าปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับโอกาสการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือ การได้รับสารพิษ,การติดเชื้อ, การแพ้นมวัวโดยเฉพาะในเด็กเล็ก
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักตัวมาก การขาดการออกกำลังกาย และวัยที่เพิ่มขึ้น เซลล์ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายยังคงมีการสร้างอินซูลิน แต่ทำงานไม่เป็นปกติเนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
อาการของโรคเบาหวาน
ถ้าหากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์
•              ปัสสาวะมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น
•              ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น (ระหว่างช่วงเวลาที่เข้านอนแล้วจนถึงเวลาตื่นนอน)
•              หิวน้ำบ่อยและดื่มน้ำในปริมาณที่มากๆ
•              เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
•              น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
•              ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
•              สายตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน
•              เป็นแผลหายช้า
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
โดย เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย
•              ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)
•              เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน endothelium ของ หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น Basement membrane มากขึ้น ทำให้ Basement membrane หนา แต่เปราะ หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง
•              ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)
•              พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให้ Nephron ยอมให้ albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 2- 3 ปี นับเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
•              ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)
•              หากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation ในที่สุด
•              โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)
•              โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)
•              โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)
•              แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer)
การดูแลป้องกันโรคเบาหวาน
•              ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ การรักษาจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ ผู้ให้คำแนะนำเรื่องโรคเบาหวาน โภชนาการและยา การรักษานี้จะช่วยให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ยารักษา
•              ควรเจาะระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ ให้ปรึกษาแพทย์ว่าควรเจาะช่วงใด และบ่อยแค่ไหนถึงจะดี
•              ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพรอาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด จะต้องตรวจสอบกับแพทย์และเภสัชกรก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ยาเหล่านี้
การรักษาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุมีเป้าหมาย
1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดชีวิต คือประมาณ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือด แต่อย่างไรก้ตามปัจจุบันเราได้ใช้ค่าน้ำตาลแบบฮีโมโกลบินเอวันซีในการประเมินผู้ป่วยเบาหวาน ค่าฮีโมโกลบินเอวันซี ที่เหมาะสมคือต่ำกว่าร้อยละ 7
2. ป้องกันหรือชะลอโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น (สมอง ใจ ไต ตา ชา แผล)
3. เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย คือให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพ
4.นอกจากนี้เรายังจำเป็นต้องควบคุมระดับความดันโลหิต โดยระดับความดันโลหิจที่เหมาะสม คือ น้อยกว่า 130/90 มิลลิเมตร ปรอท และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย โดยดูจากระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ ต้องน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ดังนั้นการรักษาโรคเบาหวานจะต้องอาศัยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา ซึ่งทั้งนี้ต้องการกำลังใจของผู้สูงอายุและความร่วมมือจากญาติพี่น้องหรือผู้ดูแล การใช้ยารักษาจะเริ่มเมื่อผู้ป่วยสูงอายุไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้บรรลุเป้าหมายด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย การใช้ยาจึงมีความสำคัญมากต่อชีวิตผู้ป่วยเบาหวานในปัจจุบันซึ่งมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากในอดีต โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาที่เหมาะสมคือออกฤทธิ์ไม่แรงและหมดฤทธิ์เร็ว เริ่มจากขนาดยาต่ำๆ ก่อน มีวิธีการใช้ยาที่ง่ายและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ใช้ยาจะต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วยเสมอ ผู้จะต้องใช้ยาตลอดชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและอาการของโรคเบาหวานตามเป้าหมายที่กำหนด ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรผู้ป่วยสูงอายุจึงจะอยู่กับโรคเบาหวานและการใช้ยาอย่างมีความสุข

สมองเสื่อม
สมองเสื่อม หมายถึง สภาวะของสมองที่เสื่อมถอยด้อยลงจากเดิมไม่ใช่เฉพาะเรื่องความจําเพียงอย่างเดียวยังรวมถงความคิดการตัดสินใจ และพฤตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  ซึ่งบางคนมีการเปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้าง และเมื่อมีอาการมากขึ้นจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้สมองเสื่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคนทุกอายุเป็นเพราะสมองเสื่อมเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุแต่ไม่ใช่เมื่อมีอายุมากขึ้นเข้าสู่ผู้สูงอายุแล้วจะเปนโรคสมองเสื่อมเสมอไป โรคสมองเสื่อมนี้มีได้หลายแบบโดยไม่ จําเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป นั่นก็หมายความว่าอัลไซเมอร์เป็นสมาชิกองโรคสมองเสื่อม อาจเกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบ โรคพันธุกรรม หรือแม้แต่จากยาบางชนิดก็ได้
ความเครียดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําลายสมองได้โดยตรง และเร่งให้สมองคนหนุ่มสาวเสื่อมลงได้จนกลายเป็นสมองฝ่อๆ ของคนแก่ได้ ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น  สําหรับผู้บริหารระดับสูงหรือผู้ที่ ต้องใช้สมองมาก รับผิดชอบสูง และใช้สมองแบบไม่หยุดหย่อน ปล่อยปละละเลย ไม่ผ่อนคลาย สร้างสารก่อความเครียดให้กับตัวเองทุกๆ วัน ความเสื่อมและความชราของสมองก็จะเร่งเข้ามาหาได้เร็วขึ้น

อัลไซเมอร์ (Alzheimer) คือ เป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการหลงๆ ลืมๆ จําความไม่ได้ จำเรื่องที่เพิ่งพูดไปได้ไม่นานก็ลืม ชอบเล่าเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทักษะต่างๆ ที่เคยทําได้หรือฝึกฝนมาเป็นอย่างดีก็ลืมทำไม่ได้ เดินหลงทิศทาง การแก้ไขปัญหาง่ายๆ ทำไม่ได้ซึ่งเกิดจากการหลั่งในสมองที่เกี่ยวกับความจําลดลง และมีการตายของเซลล์สมอง พบว่ามีสารผิดปกติข องแอ มีลอยด์(amyloid) ในสมองผู้ป่วย ทําให้การทํางานของสมองเสื่อมลงจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจําวันของผู้ป่วยโรคนี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ตรงที่ ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ประคับประคองไม่ให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
สมองเสื่อมจากหลอดเลือดแข็งหรือตัน เป็นภาวะที่คอเลสเตอรอลสะสมอยู่ในผนังเลือดจนเกิดแผลเป็นและเกิดคราบสะสม ทําให้หลอดเลือดตีบแคบ มักเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงสมอง หัวใจไต และแขนขา หากเกิดการอุดตันมากๆ เลือดจะไปเลี้ยงสมองได้น้อย เกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน อาจทาให้ผนังหลอดเลือดแตกเลือดออกในสมองบริเวณตำแหน่งที่เกิดโรค ถ้าอาการขาดเลือดไปเลี้ยงสมองนี้ ไม่เกิดขึ้นอีก ความจําก็จะดีขึ้นเหมือนเดิม แต่ถ้าสมองขาดเลือดไปเลี้ยงอีกบ่อยครั้ง ความจําก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆอาจทําให้เกิดความพิการอย่างถาวร เพราะเซลล์ประสาทสมองบริเวณนั้นตายอาการที่แสดงออกถึงความผิดปกติเช่น อาการพูดผิดปกติสูญเสียการทรงตัวทําให้เดินผิดปกติ สูญเสียความรู้สึกของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาต ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพหลอดเลือดและระยะเวลาของการขาด เลือดไปเนื้อเยื่อสมอง การสูญเสียความทรงจําย้อนหลัง เป็นภาวะสมองเสื่อมคล้ายกับโรคอัลไซเมอร์แต่ ภาวะนี้จะเกิดขึ้นอยู่อย่างฉับพลัน
ปัจจัยเ สี่ยงต่อโรคคือการกินอาหารไม่ระมัดระวังการสูบบุหรี่ความดันเลือดสูงดื่มสุราคอเลสเตอรอลสูง โรคเบาหวาน และขาดการออกกำลังกาย

พาร์กินสัน (Parkinson) เกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองส่วนซับสแตนเชียไนกรา (substantia nigra) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายและสร้างสารโดปามีน (dopamine) เมื่อสารโดปามีนต่ำ กล้ามเนื้อจะกระตุกและเกร็ง เคลื่อนไหวช้าลง ผู้ป่วยร้อยละ 30-40 มีสติปัญญาต่ําลง ความจําอาจยังดีอยู่แต่จะดึงความจำออกมาได้ยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้น

วิธีการป้องกัน
มนุษย์ทุกคนมีองค์ประกอบ 2 อย่างที่เหมือนกัน คือ ร่างกายและจิตใจ หากทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน มีความสมดุลกัน ย่อมทำให้มนุษย์นั้นมีร่างกายแข็งแรงและสุขภาพจิตดี ดังนั้นการป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงควรจะดูแลทั้งสองส่วนด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้
1.            การบริหารสมอง (Brain Activation)
2.            การบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดความดันเลือดสูง หรือไขมันในเลือดสูง
3.            รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันเลือดสูง
4.            รักษาจิตใจให้แจ่มใส ไม่เคลียด

การบริหารสมอง (Brain Activation) สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการฝึกทักษะการใช้มือ เท้า และประสาท สัมผัสทั้ง 5 ให้สามารถรับรู้ข้อมูลและเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ทั้งในรูปแบบอยู่กับที่ แบบเคลื่อนที่หรือแบบใช้อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว โดยการทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดการเชื่อมโยงของระบบกล้ามเนื้อระบบประสาท และสมองส่วนต่างๆทำงานประสาทสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ ส่งผลโดยตรงกับโครงสร้างของสมอง เกิดการพัฒนา และทางอ้อมทำให้ร่างกายแข็งแรงมีพลัง จิตใจสดชื่นแจ่งใส เกิดความสุขอารมณ์ดี สารเคมีในสมองจะหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (endorphin) ส่งผลดีต่อสมอง
ตัวอย่างกิจกรรมช่วยบริหารสมอง เช่น
1. การเต้นรำเป็นกิจกรรมที่ทำใหสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาทำงานเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กันทั้งระบบ
2. การเล่นหมากรุก หมายฮอส หมากล้อม Cross word โยคะ รำมวยจีน เป็นกิจกรรมที่ช่วยตุ้นสมองให้เกิดผลทางตรงได้ คือ สมองส่วนต่างๆต้องคิดและวางแผน มีการตัดสินใจ สมาธิ เกิดการประสานกันของกล้ามเนื้อมือกับตาส่วนการเชื่อมโยง
3. การต่อจิ๊กซอว์ เป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการคิด การวางแผนและจินตนาการภาพอย่างมีทิศทางมีการทำงานที่ประสานกันของกล้ามเนื้อมือและตา การกะระยะ การตัดสินใจ ทำให้เกิดสมาธิ
4. การทำงานบ้านหรืองานอดิเรก ก็สามารถบริหารสมองได้เช่นกัน ด้วยการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง 2 ข้างทำงานประสานกัน เช่น การใช้มือทั้งสองข้างจับไม้กวาดสองด้ามปัดกวาดพร้อมกัน การล้างรถและเช็ดรถด้วยสองมือหรือฝึกทํากิจกรรมต่างๆที่ต้องใช้ร่างกายซีกซ้ายและขวาทํางานด้วยกัน ก็เท่ากับช่วยให้สมองทั้ง 2 ซีก ได้รับการกระต้นและทำงานอย่ามีประสิทธิภาพขึ้นด้วย
5. การฟังเพลง อาจหลับตาเพื่อจะได้มีสมาธิจดจ่อกับดนตรีได้ดีขึ้น
6. การปั้นดินน้ำมัน หรือประดิษฐ์ดอกไม้จากแป้ง ก็จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวหนังให้ได้รับรู้มากขึ้น

การขจัดความเครียด จะช่วยให้ความคิดแจ่มใสซึ่งแนวทางที่ดีที่สุดคือ การเรียนรู้วิธีการและหารูปแบบที่เหมาะสมกับตนเองให้ได้มากที่สุด และสามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงได้ ด้วยวิธีการดังนี้
1. หาเวลาผ่อนคลายให้กับตนเอง
2. หายใจให้ถูกวิธี โดยการฝึกหายใจเข้าออกลึกๆช้าๆ
3. การทำสมาธิ

อาหารบํารุงสมอง  การเลือกกินอาหารที่ มีสารบํารุงสมองอย่างเหมาะสมจะทําให้สุขภาพของสมองเจริญเติบโตแข็งแรง  สามารถทํางานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสารอาหารที่บํารุงสมองมีหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่
1. คารโบไฮเดรต : ธัญพืชหรือถั่ว
2. กรดโฟลิก : ผักใบเขียวทุกชนิด แครอตแคนตาลูป ฟักทองอะโวคาโดธัญพืชและถั่วต่างๆ ตับ ไข่แดง ข้าวซ้อมมือ น้ำส้ม มะนาว สตอเบอรร์รี กล้วยน้ำว้า
3. กรดอะมิโน : ถั่วเหลองื ชีส อัลมอนด์ถั่วลิสง งา เมล็ดฝักทอง นม หอย กุ้ง
4. วิตามินบี ซีและอี : ธัญพืชและถั่ว เนื้อสัตว์ต่างๆ ผักสีเขียว นม กล้วย ไข่ ผลไม้รสเปรี้ยว
5. แร่ธาตุ ได้แก่ แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี ไอโอดีน : ธัญพืชและถั่วต่างๆ ผักใบสีเขียว เมล็ดฝักทอง กล้วย ส้ม องุ่น ลูกพรุน เนื้อสัตว์และอาหารทะเลต่างๆ นม โยเกิร์ต
6. โอเมก้า-3 : ปลาทะเลน้ำลึก ปลาทูน่า ปลาแซวมอน ที่มี EPA และ DHA
7. เลซิทิน : ไข่แดง ตับ ถั่วเหลือง

บทสรุป
โรคของผู้สูงอายุนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะเกิดโรคเหล่านั้นได้ เช่นการทานอาหาร การใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และมีความแตกต่างกันมาก  ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราจึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เช่น โปรตีนคาร์โบไฮเดรต  ไขมัน  วิตามิน  และเกลือแร่  รวมทั้งน้ำ  เป็นต้น ทั้งนี้ต้องรับประทานอาหารให้ถูกส่วน  ในกรณีที่มีอายุมากควรลดปริมาณอาหารจำพวกแป้ง  ไขมัน เนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายโดยต้องพิจารณาถึงเพศ  วัย  น้ำหนักส่วนสูง  และอาชีพของแต่ละบุคคล  นอกจากนี้ต้องมีการออกกำลังกายในรูปแบบที่เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย เช่น วิ่งเยอะๆ หรือวิ่งอยู่กับที่ เล่นโยคะ กระบี่กระบอง เป็นต้น ผู้สูงอายุไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป อาจจะทำให้เหนื่อยและเกิดโรคต่างๆเกิดขึ้นได้ในเฉียบพลัน ดังนั้นผู้สูงอายุทุกท่านควรกำลังกาย และทานอาหาร ให้มีความเหมาะสมกับร่างกาย และการทำงานของแต่ละทานให้เหมาะสมด้วย และทำจิตใจให้สงบ และมีความสุขในการใช้ชีวิต




โครงงานนี้มีปัญหาอย่างไรในการจัดทำ
ตอบ 1. มีปัญหาในด้านการตัดสินใจในโครงงานว่าจะเลือกหัวข้ออะไร
       2. มีปัญหาในด้านการเลือกโรคของผู้สูงอายุมาเป็นตัวอย่างในโครงงาน
       3. มีปัญหาในด้านการหาเนื้อหาของโรคที่จะนำมาเป็นตัวอย่างของโครงงาน

โครงงานนี้ให้ประโยชน์อย่างไร
ตอบ 1. ทำให้สมาชิกในกลุ่มมีความรู้ วิธีป้องกันและวิธีการรักษาของโรคผู้สูงอายุ
       2. ทำให้สมาชิกในกลุ่มนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์กับคนในครอบครัวที่เป็นโรคของผู้สูงอายุ
       3. ทำให้สมาชิกในกลุ่มได้นำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้กับบุคคลอื่นๆได้รับความรู้
       4. ทำให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความสามัคคีในการทำโครงงาน

ในการจัดทำโครงงานนี้ได้รับความรู้อย่างไร
ตอบ 1. ทำให้มีความรู้ และความเข้าใจในโรคของผู้สูงอายุมากขึ้น
       2. ทำให้รู้ถึงวิธีป้องกัน และวีธีรักษาในโรคของผู้สูงอายุมากขึ้น
       3. ทำให้ได้รับความรู้ วิธีการรักษา และวิธีการป้องในเรื่องโรคเบาหวาน
       4. ทำให้ได้รับความรู้ วิธีการรักษา และวิธีการป้องในเรื่องโรคโลหิตสูง
       5. ทำให้ได้รับความรู้ วิธีการรักษา และวิธีการป้องในเรื่องโรคสมองเสื่อม








บรรณานุกรม

ผศ.พญ. ชนิดา กาญจนลาภ. ความดันโลหิต. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ดวงกมลสมัย จำกัด , 2549

เอื้อมพร สกุลแก้ว. คู่มือเบาหวาน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : บริษัท เฮลท์ธี ไลฟ์ สไตล์ จำกัด , 2548

สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ, สมองเสื่อม. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.oppo.opp.go.th/  (วันที่ค้นข้อมูล : 25 มิถุนายน 2555).

วิกิพีเดีย, ความดันโลหิต. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/  (วันที่ค้นข้อมูล : 26 มิถุนายน 2555).

M2F.  " work & life : สังคมผู้สูงอายุ : โอกาสทางธุรกิจ" M2F.  วันศกร์ที่ 29 มิถุนาน 2555. หน้า 16.


ประกันคุณภาพซอฟต์แวร์


คำนำ
               
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา วิชาประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาและการหาความรู้ในเรื่อง คุณภาพของซอฟต์แวร์ (CMM,ISO,TQA) ซึ่งรายงานเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคุณภาพของซอฟต์แวร์ (CMM,ISO,TQA) จะมีความหมายของคุณภาพของซอฟต์แวร์, International Organization for Standardization (ISO), Thailand Quality Award (TQA) และมีความหมายของ Capability Maturity Model (CMM) และยังมีที่มา ประโยชน์ และการนำไปใช้หรือใช้งานของแต่ละอย่างด้วย

การศึกษาค้นคว้ารายงานเรื่อง คุณภาพของซอฟต์แวร์ (CMM,ISO,TQA) ฉบับนี้ ข้าพเจ้าได้วางแผนการดำเนินงานการศึกษาค้นคว้า และเป็นการศึกษาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ อาทิ ตำรา หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ ต่างๆ และรายงานฉบับนี้ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง อาทิ เช่น การเรียนการสอน การให้ความรู้กับบุคคลทั่วไป และยังมีประโยชน์ในหลายๆด้าน เป็นต้น และหวังว่าโครงงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย

การจัดทำรายงานฉบับนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ไปด้วยดี ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ อาจารย์  ที่ท่านได้ให้คำแนะนำการเขียนรายงานจนทำให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ในด้านแผนปฏิบัติศึกษาการทำรายงาน การเรียบเรียงเนื้อหา การเขียนบรรณานุกรมได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และข้าพเจ้าหวังว่า เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ที่ได้เรียบเรียงมาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างดี หากมีสิ่งใดในรายงานฉบับนี้จะต้องปรับปรุง ข้าพเจ้าขอน้อมรับในข้อชี้แนะและจะนำไปแก้ไขหรือพัฒนาให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป

         ผู้จัดทำโครงงาน




สารบัญ
เรื่อง                                                                                                                                                                       หน้า

คำนำ                                                                                                                                                                         1
สารบัญ                                                                                                                                                                     2
บทนำ                                                                                                                                                                        3
1.             คุณภาพของซอฟต์แวร์                                                                                                                       4 - 5
1.1.       คุณภาพของ Software ตามหลักเกณฑ์                                                                                         4 - 5
2.             Capability Maturity Model (CMM)                                                                                              5 - 8
2.1.  Capability Maturity Model (CMM) คือ                                                                                       5 - 7
2.2.  จำเป็นหรือไม่ต้องมีมาตรฐาน Capability Maturity Model (CMM)                                         7
2.3.  Capability Maturity Model (CMM) มีประโยชน์อย่างไร                                                            8
3.             International Organization for Standardization (ISO)                                                                    8 - 10
3.1.  International Organization for Standardization (ISO) คือ                                                      8 - 9
3.2.  หมายเลข International Organization for Standardization (ISO)                                             9
3.3.  ประโยชน์ของ International Organization for Standardization (ISO)                                                9 - 10
4.             Thailand Quality Award (TQA)                                                                                                            10 - 19
4.1.  Thailand Quality Award (TQA) หมายถึง                                                                                      10
4.2.  ความเป็นมาของ Thailand Quality Award (TQA)                                                                    10 - 13
4.3.  ความสำคัญของ Thailand Quality Award (TQA)                                                                     13 - 15
4.4.  กระบวนการของ Thailand Quality Award (TQA)                                                                   15 - 16
4.5.  ผลลัพธ์ของ Thailand Quality Award (TQA)                                                                             16 - 18
4.6.  ประโยชน์ของ Thailand Quality Award (TQA)                                                                        18 – 19
สรุป                                                                                                                                                                           19
บรรณานุกรม                                                                                                                                                          20
บทนำ

นับตั้งแต่ประเทศไทยได้เข้าสู่การค้า ต้องมีการบังคับให้สินค้าที่จะส่งออกหรือนำเข้ามาได้รับมาตรฐานและองค์กรต่างประเทศยอมรับในสินค้าของประเทศไทย ดังนั้นจึงใช้ความตกลงด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยโดยที่จะกำหนดกติกาให้ประเทศต่างๆ ใช้มาตรการด้านมาตรฐานและความปลอดภัยอาหาร ด้านการผลิตสินค้า การจัดส่งสินค้า ดังนั้นจึงมีการควบคุมการส่งออกนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี เกษตร อาหารและอื่นๆ ทำให้รัฐบาลหรือกระทรวงอื่นๆได้ตระหนักถึงความสำคัญในการแข่งขันทางการค้าสินค้าในต่างประเทศที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นดังนั้นสินค้าทุกชนิดจึงต้องได้รับมาตรฐานของสินค้าที่จะนำเข้าหรือส่งออกของสินค้านั้นๆ

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่แผนพัฒนาการเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มได้ผลคือ มีการลงทุนและการขยายตัวในทางอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง ประกอบกับวิธีกำหนดเกณฑ์คุณภาพที่ใช้อยู่ไม่สามารถทำให้มีเกณฑ์สำหรับเทียบหรือเป็นมาตรฐานทันกับความต้องการ และการขยายตัวในทางอุตสาหกรรมได้เกิดขึ้น ดังนั้นได้มีองค์กรที่รัฐบาลตั้งและองค์กรที่เอกชนตั้งขึ้น เพื่อตรวจสอบโรงงานอุสาหกรรม หรือสินค้า ที่จะผลิตออกมาสู่ประชาชน โดยมีหน่วยงาน ดั้งนี้ คือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุสาหกรรม Thailand Quality Award – TQA เป็นต้น หน่วยงานดังล่าวดังก็จะวัดมาตรฐานของโรงงานและสินค้า เพื่อที่จะให้สินค้าของโรงงานนั้นได้รับมาตรฐาน เพื่อที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจในการบริโภคสิค้านั้นได้

ดังนั้นโรงงานอุสาหกรรมและสินค้าของโรงงานอุสาหกรรมที่ได้รับมาตรฐานจากหน่วยของงานรัฐบาล หรือเอกชน จะทำให้ผู้ผลิตได้รับประโยชน์ คือ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของสินค้า ลดรายจ่าย ลดเครื่องจักร ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน ช่วยให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ทำให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น และมีราคาถูกลง ส่วนประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือ ช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า และสร้างความปลอดภัยในการนำไปใช้ ได้สินค้าคุณภาพดีขึ้นในราคาที่เป็นธรรมคุ้มค่ากับการใช้งาน เป็นต้น ประโยชน์ส่วนรวม ก็จะช่วยเป็นสื่อกลางเป็นบรรทัดฐานทางการค้า ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความ เข้าใจที่ตรงกันก่อให้เกิดความยุติธรรมในการซื้อขายประหยัดการใช้ทรัพยากรของชาติ ทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และยังสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยด้วย
คุณภาพของซอฟต์แวร์
คุณภาพของซอฟต์แวร์ คือ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่องค์กรส่งมอบแก่ลูกค้า มีคุณลักษณะสอดคล้องกับข้อกำหนดและสามารถใช้งานได้ตรงตามที่ตกลงกัน การที่ซอฟต์แวร์มีคุณลักษณะถูกต้อง เชื่อถือได้ ใช้งานง่าย บำรุงรักษาง่าย เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ประยุกต์กับงานอื่นๆได้

คุณภาพของ Software ตามหลักเกณฑ์
1. คุณภาพด้านการใช้งาน หรือ Usability หลักการง่ายๆในการพัฒนา Software ให้มีคุณภาพด้านการใช้งานที่ดีคือ ต้องทำให้ Software ที่สร้างขึ้นมานั้นง่ายที่จะเรียนรู้เพื่อใช้งานสำหรับมือใหม่ มีส่วนอำนวยความสะดวกให้สำหรับมือเก่าหรือผู้ใช้ที่เชียวชาญแล้ว เช่น พวก Shortcut ต่างๆ นอกจากนั้นต้องสามารถสามารถดักจับ Error ได้หากผู้ใช้ทำผิดพลาด และรับมือกับ Error ได้ดี คือ ข้อความ Error ต้องชัดเจนเป็นภาษามนุษย์ที่ผู้ใช้อ่านเข้าใจและสามารถนำข้อความ Error มาบอกเราได้

2. คุณภาพด้านประสิทธิภาพ หรือ Efficiency ได้แก่ ไม่กิน CPU-time, ใช้ Memory น้อย, ใช้พื้นที่ใน Disk น้อย, ใช้ Network Bandwidth น้อย, สรุปคือใช้ Resource ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งข้อนี้เด็กจบใหม่มักจะขาดหายไปหรือลืมนึกไปเสมอๆ เวลาเราคิด Argorithm ขึ้นมาอย่าพึ่งรีบใช้ ให้ลองคิดดูดีๆเสียก่อนว่ายังมี Argorithm อื่นอีกหรือเปล่าที่สามารถทำงานได้เร็วกว่านี้ ใช้ Memory น้อยกว่านี้ ซึ่งตามปกติแล้วการแก้ไขปัญหาใดๆ มันจะมีวิธีแก้ไขมากกว่า 1 วิธีเสมอ ไม่จำเป็นต้องคิดจนครบ แต่ลองคิดให้ได้มากกว่า 1 วิธี ก็จะทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น

3. คุณภาพด้านความทนทาน หรือ Reliability คือ ต้องมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ไม่เกิด Error บ่อยๆ แต่ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็ต้องแก้ไขได้โดยง่าย และใช้เวลาแก้ไขน้อยที่สุด ข้อนี้สำคัญมากถ้าเป็น Software ที่เราพัฒนาให้ลูกค้าที่ต้องนำระบบเราไป Operate งานเอง เราต้องมีวิธีแก้ไขข้อผิดพลาดได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่ว่าต้องเข้าไปแก้ไขข้อมูลใน Database เสียก่อนจากนั้นทำการ... และ... จึงจะหาย

4. คุณภาพด้านการบำรุงรักษา หรือ Maintainability คือ ระบบควรจะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ และมีความยืดหยุนที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เช่น สามารถแก้ไข Configuration ของระบบได้โดยง่ายไม่ต้องทำการ Restart ระบบก่อน นอกจากนั้นควรจะมี Monitoring Tool ที่สามารถแสดงสถานะของระบบและสภาพแวดล้อมของระบบว่าอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้มาก

5. คุณภาพด้านการนำมาใช้ใหม่ หรือ Resusability คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นมาควรที่จะสามารถนำไปติดตั้งที่ระบบอื่นหรือสภาพแวดล้อมอื่นได้ง่าย โดยแก้ไขเล็กน้อยหรือไม่ต้องแก้ไขเลย เช่น Web Application ที่พัฒนาขึ้นควรที่จะสามารถติดตั้งได้ทั้งบน Tomcat หรือ WebLogic ก็ได้

Capability Maturity Model (CMM)
Capability Maturity Model (CMM) คือ การปรับปรุงขบวนการผลิต Software โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับ Quality control ในอุตสาหกรรม เป้าหมายของ CMM คือเพิ่มคุณภาพของ Software  CMM พัฒนาโดย Software Engineering institue (SEI) ในปี ค.ศ. 1987 เพื่อเป็นมาตรฐานในการวัดขบวน เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อวัดความเชื่อมั่นและคุณภาพของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software House) โดยมาตรฐาน CMM ได้รวมเอาข้อดีของมาตรฐาน TQM (Total Quality Management) มาปรับใช้กับการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development) โดยเฉพาะ จึงเป็นโมเดลที่ใช้วัดความเชื่อมั่น และคุณภาพของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์กันในปัจจุบัน การผลิต Software โดยมีการแบ่งการผลิต Software ออกเป็น 5 ประเภทหรือขั้นตอน คือ
1.             Initial การผลิต Software ในประเภทนี้ จะไม่มีการกำหนดขั้นตอนในการผลิต คุณภาพของ Software นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคลากรในองค์กรนั้น
2.             Repeatable การผลิต Software มีการวางแผนโครงการเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและกำหนดหน้าที่ในการผลิต มีการควบคุมขั้นตอนการผลิตโดยนำโครงการที่ประสบความสำเร็จก่อนหน้านี้มาเป็นต้นแบบ เป็นระดับที่มีการกำหนดกระบวนการบริหารจัดการขั้นพื้นฐาน 7 กลุ่ม (Process Area) ได้แก่
1)                        Requirements Management
2)                        Project Planning
3)                        Project Monitoring and Control
4)                        Supplier Agreement Management
5)                        Measurement and Analysis
6)                        Process and Product Quality Assurance
7)                        Configuration Management
3.             Define ขั้นตอนการผลิตทั้งในส่วนการจัดการและในเชิงวิศวกรรมถูกจัดวางในรูปของเอกสาร เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในองค์กรนั้นๆเป็นระดับที่มีการกำหนดกระบวนการทั่วทั้งองค์กรประกอบด้วยกระบวนการ 11 กลุ่ม (Process Area) ได้แก่
1)                        Requirements Development
2)                        Technical Solution
3)                        Product Integration
4)                        Verification
5)                        Validation
6)                        Risk Management
7)                        Integrated Project Management
8)                        Organizational Process Definition
9)                        Organizational Process Focus
10)                 Organizational Training
11)                 Decision Analysis and Resolution
4.             Managed มีการตรวจสอบและปรับปรุงขั้นตอนในการผลิต Software โดยวัดผลลัพธ์ที่ได้ของSottware นั้นๆ เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีของ Software และเป็นระดับที่นำหลักการจัดการเชิงปริมาณเข้ามาช่วยในจัดการเพื่อทำให้ทราบธรรมชาติของกระบวนการ และ สามารถตรวจหาความผิดปกติที่มีสาเหตุมาจากความผิดธรรมชาติ (Special Cause) ของกระบวนการ จึงทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ในระดับนี้จะประกอบด้วยกระบวนการ 2 กลุ่ม (Process Area) ได้แก่
1)                        Organizational Process Performance
2)                        Quantitative Project Management

5.             Optimizing การตรวจสอบและปรับปรุงการผลิต Software เกิดขึ้นในการผลิต โดยวัดผลลัพธ์จากขบวนการผลิต Sofeware นั้น การตรวจสอบและปรับปรุงจะเกิดขึ้นตลอดเวลาและทุกขั้นตอนในการผลิต และเป็นระดับที่การวิเคราะห์หาสาเหตุรากเหง้า (Root Cause) เพื่อแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับปรุงกระบวนการหรือการนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในระดับนี้จะประกอบด้วยกระบวนการ 2 กลุ่ม (Process Area) ได้แก่
1)                        Causal Analysis and Resolution
2)                        Organizational Performance Management

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีมาตรฐาน Capability Maturity Model (CMM)
ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินธุรกิจเกือบทุกประเภท เมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้สิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปต้องคำนึงถึงตามมาคือ จะใช้เทคโนโลยีนั้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไรซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยซอฟต์แวร์เป็นตัวขับเคลื่อน ฉะนั้นการนำซอฟต์แวร์ใดๆมาใช้ในธุรกิจ ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดหาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรขนาดใหญ่ ที่จะให้ความไว้วางใจเฉพาะผู้ที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานซอฟต์แวร์มาแล้ว
มาตรฐาน CMM เป็นมาตรฐานตัวหนึ่งที่สามารถรับรองคุณภาพของบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการด้านพัฒนาซอฟต์แวร์ จึงไม่ควรมองข้ามที่จะจัดทำองค์กรของตนให้เข้าสู่มาตรฐานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ CMM ไม่ได้ครอบคลุมถึงประเด็นทั้งหมดทางกระบวนการ software และปรับปรุงคุณภาพประเด็นที่เกี่ยวข้องบางส่วน/โดยอ้อม คือ
                   เครื่องมือ วิธีการ และเทคโนโลยี
                   ทีมงานและกระบวนการทำงาน
                   วิศวกรรมระบบและการตลาด
                   ทรัพยากรมนุษย์
                   พฤติกรรมขององค์กร
Capability Maturity Model (CMM) มีประโยชน์อย่างไร
                   การทำงานเป็นระบบมากขึ้น ทุกขั้นตอนต้องการจดบันทึกรายละเอียดระหว่างการทำงานไว้เป็นเอกสาร หรือมีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้โดยง่าย เช่น การบันทึกการเจรจากับลูกค้า
                   เมื่อการทำงานเป็นระบบโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในการทำงานก็มากขึ้น เป็นการสร้างชื่อเสียงให้หน่วยงานได้ และสร้างโอกาสในการรับงานจากลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย
                   การทำงานของหน่วยงานจะมีวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นแบบเดียวกัน มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน ที่สามารถยืดหยุ่น และปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้บริหารมองเห็นสภาพการปฏิบัติงานของโครงการ ที่เป็นนามธรรมได้อย่างชัดเจน สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเตรียมตัวแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดในอนาคตได้เป็นอย่างดีด้วย
                   ประโยชน์ต่อประเทศชาติ หากไทยสามารถพัฒนาบริษัทซอฟต์แวร์ไทย ให้มีวุฒิภาวะความสามารถมากขึ้น จะสามารถรับงานจากต่างประเทศ และทำรายได้เข้าประเทศได้อีกมาก

International Organization for Standardization (ISO)
          International Organization for Standardization (ISO) คือ ISO ก็คือชื่อย่อขององค์กร International Organization for Standardization เป็นองค์กรที่ออกมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และอุตสาหกรรม ISO ตั้งอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อพูดคำว่า ไอเอสโอ ออกมาแล้ว คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้ แต่อาจจะพอเห็น หรือได้ยินมาบ้าง ทางโทรทัศน์  ตามป้ายโฆษณาหรือตาม Web Site ต่างๆ ก็ดี คงจะนึกไปถึงอะไรที่มันเกี่ยวกับสินค้า, เกี่ยวกับโรงงาน, เกี่ยวกับการผลิต ซึ่งความจริงมันก็ใช่ แต่ก็ไม่ถูกต้องไปทั้งหมดเสียทีเดียว ISO จะมีสมาชิกจากหลายๆ ประเทศ และสมาชิกก็แบ่งเป็นระดับๆ แตกต่างกันไปอีก ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ และมาตรฐานต่างๆ ที่ออกมาก็เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ (International Standard)              

ISO จะมีสมาชิกจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก และสมาชิกก็แบ่งเป็นระดับๆ แตกต่างกันไปอีก ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ และมาตรฐานต่างๆ ที่ออกมาก็เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ (International Standard)  นอจากนี้มาตรฐาน ISO ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรชนิดใดขนาดใหญ่ หรือ เล็ก ผลิตสินค้าอะไร หรือ ให้บริการอะไร ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน ISO-10646-1 เป็นมาตรฐานที่โปรแกรมในปัจจุบันได้เริ่มออกแบบให้สามารถใช้ได้หลายภาษา (multilingual) โดยใช้ มาตรฐานของตัวอักษร ของ ISO/IEC 10646 (Universal Multi-octet Coded Character Set - UCS) ซึ่งเป็นระบบสำหรับเก็บข้อมูลตัวอักษรสากลในระบบ 8 Bit (หรือ byte) ซึ่งอาจอยู่ในรูป 8 bit หลาย ๆ ตัวต่อกัน และรู้จักกันดีในชื่อ Unicode UCS หรือ UTF-8

หมายเลข International Organization for Standardization (ISO)
เลข ISO ที่เราเห็นกันคุ้นตาก็มี ISO 9002, ISO 14000 เป็นต้น หลายคนอาจสงสัยว่าแตกต่างกันอย่างไร ตัวเลขดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นเพื่อการแบ่งแนวทางและวิธีการในการบริหารองค์กร ดังนี้
                   ISO 9000 คือการจัดระบบการบริหารเพื่อประกันคุณภาพ ที่สามารถตรวจสอบได้ โดยผ่านระบบเอกสาร
                   ISO 9001 เป็นมาตรฐานระบบคุณภาพ ซึ่งกำกับดูแลทั้งการออกแบบ และพัฒนาการผลิต การติดตั้ง และการบริการ
                   ISO 9002 มาตรฐานระบบคุณภาพ ซึ่งกำกับดูแลเฉพาะการผลิต การติดตั้ง และการบริการ
                   ISO 9003 เป็นมาตรฐานระบบคุณภาพ ซึ่งกำกับดูแลเรื่องการตรวจ และการทดสอบขั้นสุดท้าย
                   ISO 9004 เป็นแนวทางในการบริหารงานคุณภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเป็นข้อแนะนำ ในการจัดการในระบบคุณภาพ ซึ่งจะมีการกำหนดย่อย ในแต่ละประเภทธุรกิจ
                   ISO 14000 เป็นระบบมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นให้องค์กรมีการพัฒนาปรับปรุงสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่องISO 18000 มาตรฐานระบบการจัดการ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ประโยชน์ของ มาตรฐาน International Organization for Standardization (ISO)
การปฏิวัติระบบการทำงานให้มีคุณภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และคุณภาพสังคม ให้ก้าวไกลควบคู่กัน ในแง่ขององค์กรและพนักงาน ก็ทำให้การบริหารจัดการ เป็นไปอย่างมีระบบ และมีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และสร้างภาพพจน์ที่ดี พนักงานมีส่วนร่วม และมีจิตสำนึก ในเรื่องคุณภาพมากขึ้น ภายใต้การปฏิบัติงาน ที่มีระบบและขอบเขตที่ชัดเจน ผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ ในแง่ความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริการ ไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซ้ำอีก
     1. องค์กร/บริษัท
- การจัดองค์กร การบริหารงาน การผลิตตลอดจนการให้บริการมีระบบ และมีประสิทธิภาพ
- ผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าหรือผู้รับบริการและได้รับการยอมรับ
- ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
     2. พนักงานภายในองค์กร/บริษัท
- มีการทำงานเป็นระบบ
- เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
- พนักงานมีจิตสำนึกในเรื่องของคุณภาพมากขึ้น
- มีวินัยในการทำงาน - พัฒนาการทำงานเป็นทีมหรือเป็นกลุ่มมีการประสานงานที่ดี และสามารถ
   พัฒนาตนเองตลอดจน   เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน
     3. ผู้ซื้อ/ผู้บริโภค
- มั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริการ ว่ามีคุณภาพตามที่ต้องการ
- สะดวกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องตรวจสอบคุณภาพซ้ำ
- ได้รับการคุ้มครองด้านคุณภาพความปลอดภัยและการใช้งาน 

Thailand Quality Award (TQA)
Thailand Quality Award (TQA) หมายถึง TQA ซึ่งย่อมาจาก Thailand Quality Award ถือเป็นรางวัลระดับมาตรฐานโลก เนื่องจากมีพื้นฐานทางด้านเทคนิค และกระบวนการตัดสินรางวัลเช่นเดียวกับรางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ The Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) ซึ่งเป็นต้นแบบรางวัลคุณภาพแห่งชาติที่ประเทศต่างๆ กว่า 70 ประเทศทั่วโลกนำไปประยุกต์ใช้

ความเป็นมาของ Thailand Quality Award (TQA)
รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award - TQA) เริ่มต้นตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2539 เพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งรางวัลคุณภาพแห่งชาติขึ้นในประเทศไทย และด้วยตระหนักถึงความสำคัญของรางวัลนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงได้บรรจุรางวัลคุณภาพแห่งชาติไว้ในแผนยุทธศาสตร์การเพิ่มผลผลิตของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9
โดยมีสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเผยแพร่ สนับสนุน และผลักดันให้องค์กรต่างๆ ทั้งภาคการผลิตและการบริการนำเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติไปพัฒนาขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการ องค์กรที่มีวิธีปฏิบัติและผลการดำเนินการในระดับมาตรฐานโลกจะได้รับการประกาศเกียรติคุณด้วยรางวัลคุณภาพแห่งชาติ และองค์กรที่ได้รับรางวัลจะนำเสนอวิธีปฏิบัติที่นำองค์กรของตนไปสู่ความสำเร็จเพื่อเป็นแบบอย่างให้องค์กรอื่นๆ นำไปประยุกต์  เพื่อให้ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อมีการขยายการดำเนินงานไปอย่างกว้างขวางย่อมจะส่งผลต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดการค้าโลกได้
          รางวัลคุณภาพแห่งชาติ ถือเป็นรางวัลระดับโลก (World Class) เนื่องจากมีพื้นฐานทางด้านเทคนิคและกระบวนการตัดสินรางวัลเช่นเดียวกับรางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ The Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) ซึ่งเป็นต้นแบบรางวัลคุณภาพแห่งชาติที่ประเทศต่างๆ หลายประเทศทั่วโลกนำไปประยุกต์ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

TQA จึงถือว่ามีคุณภาพ ระดับโลก” (World Class) เพราะใช้ "เกณฑ์การวัด" ตามมาตรฐานสากลทั้ง 7 คือ
1.การนำองค์กร
2.การวางแผนเชิงกลยุทธ์
3.การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด
4.การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้
5.การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล
6.การจัดกระบวนการ
7.ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

สัญลักษณ์  :         ช่อฟ้าสีทองอร่ามลอยเด่นในห้วงจักรวาล เคียงข้างด้วยดาวฤกษ์ดวงใหญ่ส่องประกายระยิบระยับ อยู่ในกรอบรูปช่องหน้าต่างทรงไทย

ความหมาย  :      รางวัลคุณภาพแห่งชาติเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่พึงปรารถนาของทุกหน่วยงาน เพราะเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นเลิศในการบริหารจัดการทุกด้าน ตลอดจนผลประกอบการที่ดี เทียบเท่าองค์กรที่ยอมรับกันว่ามีคุณภาพสูงสุดในโลก

องค์ประกอบ  :    ดาวฤกษ์  สื่อให้เห็นถึงจุดสูงสุดแห่งความสำเร็จ ความรุ่งโรจน์ และการเป็นที่ยอมรับทั่วไป อันเป็นสิ่งพึงปรารถนาของทุกองค์กร
ช่อฟ้าสีทอง  สื่อให้เห็นถึงความเป็นเลิศและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนามาตรฐานคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ช่องหน้าต่างทรงไทย  สื่อถึงวิสัยทัศน์ การมองการณ์ไกลสู่ความสำเร็จ


เจตนารมณ์ ของ (Thailand Quality Award - TQA)
      เจตนารมณ์ (Thailand Quality Award - TQA) “รางวัลคุณภาพแห่งชาติเป็นรางวัลอันทรงเกียรติซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการขององค์กรที่ทัดเทียมระดับมาตรฐานโลก
เจตนารมณ์
       1.  เพื่อสนับสนุนการนำแนวทางรางวัลคุณภาพแห่งชาติไปใช้ในการปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน
       2.  เพื่อประกาศเกียรติคุณให้แก่องค์กรที่ประสบผลสำเร็จในระดับมาตรฐานโลก
       3.  เพื่อกระตุ้นให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
       4.  เพื่อแสดงให้นานาชาติเห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ

ความสำคัญ Thailand Quality Award (TQA)
ความสำคัญของกระบวนการพัฒนาการบริหารกิจการ ตามเกณฑ์ TQA ก็คือการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพราะการขับเคลื่อนองค์กรตามเกณฑ์ทั้ง 7 ข้างต้นมีค่านิยมหลักและแนวคิด ส่งผลให้เกิดคุณค่าที่ดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในด้านต่างๆ มีมุมมองในการบริหารจัดการ คือ
1.การนำองค์กรอย่างมีวิสัยทัศน์
2.ความเป็นเลิศที่มุ่งเน้นลูกค้า
3.การเรียนรู้ขององค์กร และของแต่ละบุคคล
4.การให้ความสำคัญแก่พนักงานและคู่ค้า
5.ความคล่องตัวในด้่านต่างๆ รวมไปถึงการเงินและเทคโนโลยี
6.การมุ่งเน้นอนาคต
7.การจัดการเพื่อนวัตกรรม
8.การจัดการโดยใช้ข้อมูลจริง
9.ความรับผิดชอบต่อสังคม
10.การมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์และการสร้างคุณค่า
11.มุมมองในเชิงระบบ
ในปัจจุบันมีค่านิยมหลักและแนวคิดของเกณฑ์ TQA ให้คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสภาวะโลกยุคใหม่หมายรวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย แต่ประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคม หรือการจัดทำ CSR จะได้รับความสำคัญมากขึ้น มีความชัดเจนมากขึ้น นายสมภพ อมาตยกุล ประธานคณะกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ เคยให้ความเห็นว่าการพิจารณาตรวจประเมินก็น่าจะอิงหลักการของ “ISO 26000” ซึ่งว่าด้วยเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่นเดียวกับที่ ดร.โดนัลด์ ซี.ฟิชเชอร์ ผู้อำนวยการ Mid-South Quality and Productivity Center จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยได้รับเชิญจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทยมาเป็นวิทยากรในการสัมมนา

ดร.ฟิชเชอร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและการตรวจประเมินตามเกณฑ์การรับรองรางวัลคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้เสนอกระบวนการ Baldrige Green ซึ่งเน้นสร้างความสมดุลใน "ผลสุดท้ายของการทำธุรกิจ" ให้มีความสมดุล 3 ด้าน (Triple Bottom Line) คือ
       1.ด้านเศรษฐกิจ คือกำไร หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
       2.ด้านสิ่งแวดล้อม คือให้เกิดผลดีต่อทุนทางธรรมชาติ โดยมุ่งปกป้องโลกของเราใบนี้
       3.ด้านสังคม คือการคำนึงถึงทุนมนุษย์ทั้งในองค์กร ลูกค้า และคนในชุมชน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี

 แนวคิด Baldrige Green ดังกล่าวซึ่งเป็นหลักการ CSR มีเป้าหมายไปสู่ความยั่งยืนขององค์กร(Corporate Sustainability)มีผู้เข้า่ร่วมรับฟังการบรรยายของ ศ.ดร.อัญญา ขันธวิทย์ ซึ่งเป็นดาวเด่นทางวิชาการของคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระดับเป็น นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “ACSR-Implementation Model for Value Creation” ก็ได้ยืนยัน องค์ความรู้เพิ่มขึ้นตัวแบบจำลองที่เสนอให้ธุรกิจคำนึงถึง 3 ประการ คือ
1.Performance คือ การบริหารเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุด ก็ต้อง "มีความเก่ง"
2.Conformance คือ กำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance หรือ CG) "ซื่อสัตย์"
3.Responsibility คือ มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) "เชื่อถือได้"

ศ.ดร.อัญญา ย้ำว่าต้องมีการบริหารเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น โดยไม่เบียดเบียนใคร รวมทั้งไม่ทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อม กิจการก็จะเจริญอย่างยั่งยืน“CSR จึงเป็นกิจกรรมการบริหารจัดการองค์กรเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่าการทำแผนจัดซื้อ การผลิตและการตลาด หลัก CSR ต้องแทรกอยู่ในทุกกระบวนการแสดงว่าต้องมีทั้งความเก่งและความดี หรือมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และคุณธรรม เพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกด้านการให้คะแนนคำตอบในแต่ละหัวข้อ และการให้ข้อมูลป้อนกลับให้แก่ผู้สมัครรับรางวัล จะขึ้นอยู่กับการประเมินใน 2 มิติ คือ
       (1) กระบวนการ
       (2) ผลลัพธ์
       ผู้ที่นำเกณฑ์ไปใช้จะต้องให้ข้อมูลที่สัมพันธ์กับมิติเหล่านี้ ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดได้จากแนวทางการให้คะแนน (Scoring Guidelines) ซึ่งปัจจัยของแต่ละมิติมีดังนี้

กระบวนการ
       “กระบวนการหมายถึง วิธีการที่องค์กรใช้และปรับปรุง เพื่อตอบสนองข้อกำหนดต่างๆ ของหัวข้อในหมวด 1-6 ปัจจัยทั้ง 4 ที่ใช้ประเมินกระบวนการ ได้แก่ แนวทาง (Approach–A) การถ่ายทอดสู่การปฏิบัติ (Deployment–D) การเรียนรู้ (Learning–L) และการบูรณาการ (Integration–I)“แนวทาง” (Approach–A) หมายถึง
       • วิธีการที่ใช้เพื่อให้บรรลุผลตามกระบวนการ
       • ความเหมาะสมของวิธีการที่ใช้ตอบข้อกำหนดของหัวข้อต่างๆ ของเกณฑ์ และสภาพแวดล้อมการดำเนินงานขององค์กร
       • ความมีประสิทธิผลของการใช้วิธีการต่างๆ ขององค์กร
       • ระดับของการที่แนวทางนั้นนำไปใช้ซ้ำได้ และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและสารสนเทศที่เชื่อถือได้ (ซึ่งหมายถึง การดำเนินการอย่างเป็นระบบ)

       “การถ่ายทอดสู่การปฏิบัติ” (Deployment–D) หมายถึง ความครอบคลุมและทั่วถึงของ
       • การใช้แนวทางเพื่อตอบสนองข้อกำหนดของหัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องและสำคัญต่อองค์กร
       • การใช้แนวทางอย่างคงเส้นคงวา
        • การนำแนวทางไปใช้ (สู่การปฏิบัติ) ในทุกหน่วยงานที่เหมาะสม

       “การเรียนรู้” (Learning-L) หมายถึง
       • การปรับปรุงแนวทางให้ดีขึ้น โดยใช้วงจรการประเมินและการปรับปรุง
       • การกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของแนวทาง ผ่านการสร้างนวัตกรรม
       • การแบ่งปันความรู้ที่ได้จากการปรับปรุงและการสร้างนวัตกรรมกับหน่วยงานและกระบวนการอื่นที่เกี่ยวข้องภายในองค์กร

       “การบูรณาการ” (Integration-I) หมายถึง ความครอบคลุมและทั่วถึง ของ     
       • แนวทางที่ใช้สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันกับความต้องการขององค์กรตามที่ระบุไว้ในโครงร่างองค์กร และข้อกำหนดของหัวข้อต่างๆ ในเกณฑ์ (หมวด 1 ถึง หมวด 6)
       • การใช้ตัววัด สารสนเทศ และระบบการปรับปรุง ที่ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน ทั้งระหว่างกระบวนการและระหว่างหน่วยงานทั่วทั้งองค์กร
       • แผนงาน กระบวนการ ผลลัพธ์ การวิเคราะห์ การเรียนรู้ และการปฏิบัติการ มีความสอดคล้องกลมกลืนกันในทุกกระบวนการและหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ระดับองค์กร

ผลลัพธ์
     “ผลลัพธ์หมายถึง ผลผลิตและผลลัพธ์ขององค์กรที่บรรลุผลตามข้อกำหนดในหัวข้อที่ 7.1 ถึง 7.5 (หมวด 7) ปัจจัยทั้ง 4 ที่ใช้ในการประเมินผลลัพธ์ ได้แก่ ระดับ (Level-L) แนวโน้ม (Trend-T) การเปรียบเทียบ (Comparison-C) และการบูรณาการ (Integration-I) (LeTCI) โดยมีความหมายดังต่อไปนี้

       “ระดับ” (Level – Le) หมายถึง
       • ผลการดำเนินการในปัจจุบัน

       “แนวโน้ม” (Trend – T) หมายถึง
       • อัตราของการปรับปรุงผลการดำเนินการ หรือการรักษาไว้ของผลการดำเนินการที่ดี (ความลาดชันของแนวโน้มของข้อมูล)
       • ความครอบคลุมของผลการดำเนินการขององค์กรในเรื่องต่างๆ (ความครอบคลุมและทั่วถึงของการถ่ายทอดสู่การปฏิบัติ) ของผลลัพธ์
 
       “การเปรียบเทียบ” (Comparison – C) หมายถึง
       • ผลการดำเนินการขององค์กรเปรียบเทียบกับสารสนเทศขององค์กรอื่นอย่างเหมาะสม เช่น คู่แข่ง หรือองค์กรที่คล้ายคลึงกัน
       • ผลการดำเนินการขององค์กรเทียบเคียงกับระดับเทียบเคียง หรือองค์กรที่เป็นผู้นำในธุรกิจหรือวงการเดียวกัน

       “การบูรณาการ” (Integration – I) หมายถึง ความครอบคลุมและทั่วถึงของ
       • ตัววัดผลต่างๆ (มักมีการจำแนกประเภท) ที่ระบุผลการดำเนินการด้านลูกค้ารายสำคัญ ผลิตภัณฑ์ ตลาด กระบวนการ และแผนปฏิบัติการที่ระบุผลการดำเนินการที่ต้องการ ตามที่ปรากฏอยู่ในโครงร่างองค์กร และหัวข้อที่อยู่ในหมวด 1-6
       • ผลลัพธ์ รวมถึงตัวชี้วัดที่เชื่อถือได้สำหรับผลการดำเนินการในอนาคต
       • ผลลัพธ์มีการสอดประสานอย่างกลมกลืนในทุกกระบวนการและหน่วยงานเพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ระดับองค์กร

การจำแนกหัวข้อและมิติการให้คะแนนหัวข้อต่างๆ จำแนกตามชนิดของสารสนเทศ และข้อมูลที่องค์กรต้องนำเสนอตามมิติการประเมินทั้ง 2 มิติดังกล่าวข้างต้น หัวข้อแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
       1. กระบวนการ
       2. ผลลัพธ์
       หัวข้อที่อยู่ในหมวด 1-6 นั้น แนวทาง (A) – การถ่ายทอดสู่การปฏิบัติ (D) – การเรียนรู้ (L) – การบูรณาการ (I)” มีความเชื่อมโยงกัน เพื่อเน้นว่าเมื่อมีการอธิบายถึงแนวทางทุกครั้ง องค์กรต้องชี้ให้เห็นถึงการนำแนวทางนั้นๆ ไปถ่ายทอดสู่การปฏิบัติด้วย และคงเส้นคงวากับข้อกำหนดที่ระบุไว้ในหัวข้อนั้นๆ และองค์กรเสมอ เมื่ออธิบายถึงระดับความสมบูรณ์ของกระบวนการ ควรแสดงให้เห็นว่าวงจรการเรียนรู้ (รวมทั้งการสร้างนวัตกรรม) และการบูรณาการกับกระบวนการและหน่วยงานอื่นเกิดขึ้นได้อย่างไร ถึงแม้ว่าปัจจัย อันได้แก่ แนวทาง-การถ่ายทอดสู่การปฏิบัติ-การเรียนรู้-การบูรณาการ จะมีความเชื่อมโยงกันก็ตาม ข้อมูลป้อนกลับที่ส่งให้แก่ผู้สมัครรับรางวัลจะสะท้อนจุดแข็งและโอกาสในการปรับปรุงในปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หรือทุกปัจจัยก็ได้
       หัวข้อที่อยู่ในหมวด 7 กำหนดให้ต้องแสดงผลของตัววัดหรือตัวชี้วัดที่สำคัญของผลการดำเนินการขององค์กร ในรูปแบบของ ระดับ” “แนวโน้มและ การเปรียบเทียบรวมทั้ง การบูรณาการของผลลัพธ์กับข้อกำหนดที่สำคัญขององค์กร หัวข้อที่อยู่ในหมวด 7 ยังกำหนดให้รายงานผลลัพธ์การดำเนินการที่มีข้อมูลครอบคลุม ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการถ่ายทอดสู่การปฏิบัติและการเรียนรู้ขององค์กร หากมีการแบ่งปันความรู้ในเรื่องกระบวนการปรับปรุงและมีการถ่ายทอดสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวาง ควรจะแสดงผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันด้วย ดังนั้น คะแนนของผลลัพธ์แต่ละหัวข้อในหมวด 7 จะเป็นตัวเลขเชิงรวม โดยพิจารณาองค์ประกอบในปัจจัยทั้ง 4 (LeTCI) ของผลการดำเนินการ ความสำคัญในการพิจารณาคะแนน การประเมิน 2 มิติดังกล่าวข้างต้น เป็นหัวใจสำคัญในการประเมินและให้ข้อมูลป้อนกลับ ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ ความสำคัญของกระบวนการและผลลัพธ์ต่อปัจจัยสำคัญทางธุรกิจ/กิจการที่แสดงไว้ในรายงานวิธีการและผลการดำเนินงานที่ใช้สมัครรับรางวัล องค์กรควรระบุเรื่องที่เห็นว่าสำคัญที่สุดไว้ในโครงร่างองค์กรและหัวข้อต่างๆ เช่น หัวข้อ 2.1, 2.2, 3.1, 5.1, 5.2 และ 6.1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความต้องการที่สำคัญของลูกค้า สภาพแวดล้อมด้านการแข่งขัน ความต้องการของบุคลากร วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ และแผนปฏิบัติการ
ประโยชน์ต่อองค์กร Thailand Quality Award (TQA)
องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกประเภท ทุกขนาด ที่นำเกณฑ์เพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ ซึ่งเป็นกรอบการประเมินคุณภาพระดับมาตรฐานโลกไปเปรียบเทียบกับระบบการบริหารจัดการของตน จะได้รับประโยชน์ในทุกขั้นตอน เริ่มจากการตรวจประเมินตนเอง ผู้บริหารจะทราบถึงสภาพที่แท้จริงว่าระบบการบริหารจัดการของตนยังขาดตกบกพร่องในเรื่องใด จึงสามารถกำหนดวิธีการและเป้าหมายที่ชัดเจนในการจัดทำแผนปฏิบัติการ และเมื่อองค์กรปฏิบัติตามแผนจนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ มีความพร้อม และตัดสินใจสมัครรับรางวัล องค์กรจะได้รับการตรวจประเมินด้วยกระบวนการที่มีประสิทธิผล โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาอาชีพที่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อเป็นผู้ตรวจประเมินโดยเฉพาะ และไม่ว่าองค์กรจะผ่านเกณฑ์รับรางวัลหรือไม่ก็ตาม องค์กรจะได้รับรายงานป้อนกลับซึ่งระบุจุดแข็งและจุดที่ควรปรับปรุง ซึ่งนับเป็นประโยชน์ต่อการนำไปวางแผนปรับปรุงองค์กรให้สมบูรณ์มากขึ้นต่อไป

         องค์กรที่ได้รับรางวัลจะเป็นที่ยอมรับจากองค์กรต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และมีสิทธิ์ใช้ตราสัญลักษณ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ ซึ่งสื่อถึงความเป็นเลิศในระบบการบริหารจัดการในการโฆษณาประชาสัมพันธ์องค์กร รวมทั้งมีโอกาสส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการนำเสนอวิธีปฏิบัติที่นำไปสู่ความสำเร็จและเปิดโอกาสให้มีการเข้าเยี่ยมชมสถานประกอบการเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับองค์กรอื่นๆ นำไปประยุกต์  เพื่อให้ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกัน
     
สรุป
การที่ได้รับมาตรฐานต่างในโรงงานอุสาหกรรม หรือสินค้าของโรงงานอุสาหกรรมที่ได้รับมาตรฐานจากหน่วยของงานรัฐบาล หรือเอกชนนั้นจะมีประโยชน์ในเศรษฐกิจโลก และจะทำให้ผู้ผลิตได้รับประโยชน์ คือ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของสินค้า ลดรายจ่าย ลดเครื่องจักร ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน ช่วยให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ทำให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น และมีราคาถูกลง ส่วนประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือ ช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า และสร้างความปลอดภัยในการนำไปใช้ ได้สินค้าคุณภาพดีขึ้นในราคาที่เป็นธรรมคุ้มค่ากับการใช้งาน เป็นต้น ประโยชน์ส่วนรวม ก็จะช่วยเป็นสื่อกลางเป็นบรรทัดฐานทางการค้า ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความ เข้าใจที่ตรงกันก่อให้เกิดความยุติธรรมในการซื้อขายประหยัดการใช้ทรัพยากรของชาติ ทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และยังสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้มีการสร้างสินค้าที่ดีส่งออกนอกประเทศได้ และจำให้เศรษฐกิจมีความเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางที่ดี และมีมาตรในการค้าขายด้วย และมีการสร้างสินค้าให้มีการยอมรับในสินค้าของประเทศไทยมากขึ้น ทำให้ชาวต่างชาติหันมานิยมของที่ได้รับมาตรฐานจากไทยมากยิ่งขึ้นด้วย

บรรณานุกรม

BomberMan.Blog, คุณภาพซอฟแวร์. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://bomber.exteen.com/20040729/software  (วันที่ค้นข้อมูล : 15 กรกฎาคม 2555).

Just another WordPress.com site, Capability Maturity Model (CMM). [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://visootl.wordpress.com/2010/10/08/cmmi-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD/  (วันที่ค้นข้อมูล : 15 กรกฎาคม 2555).

Nakamon.tripod, CMM และประโยชน์การใช้งาน. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://nakamon.tripod.com/cmm.html  (วันที่ค้นข้อมูล : 16 กรกฎาคม 2555).

Pattanakit, ISOมีกี่ประเภท. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=436667&Ntype=120  (วันที่ค้นข้อมูล : 16 กรกฎาคม 2555).

บ้านมหาดอดคอม, เลข IOS หมายถึงอะไร. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.baanmaha.com/community/thread10567.html (วันที่ค้นข้อมูล : 17 กรกฎาคม 2555).

Oknation, TQA หมายถึง. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog/khunpatt/2012/05/06/entry-2 (วันที่ค้นข้อมูล : 17 กรกฎาคม 2555).

องค์กร Thailand Quality Award, Thailand Quality Award (TQA). [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.tqa.or.th/th  (วันที่ค้นข้อมูล : 18 กรกฎาคม 2555).