บทนำ
ในปัจจุบันจำนวนประชากรในไทยมีเด็กและผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย
ๆ และในวัยผู้สูงอายุถือว่าเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง
ในทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างเห็นได้ชัด
ในปกติแล้วร่างกายคนเราจะเริ่มมีการเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป
การเสื่อมลงของระบบในร่างกายนี้ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหลายชนิด เช่น
โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อม โรคเกี่ยวกับกระดูกและไขข้อ เป็นต้น
โรคเหล่านี้มันเกิด ในผู้สูงอายุนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดมา ตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว
แต่ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น
เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
บางโรคเกิดเนื่องจาก ความเปลี่ยนแปลงของ การบริโภคอาหาร
ภายหลังจากเกษียนอายุราชการ โรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ โภชนาการในอดีตหรือปัจจุบันดังนั้นจากตัวอย่างของโรค
ที่พบในผู้สูงอายุที่กล่าวมา คงทำให้เห็นความสำคัญของโภชนาการ
ที่มีผลกระทบต่อผู้สูงอายุ การให้การดูแลในเรื่องอาหารการกิน
เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหาร ในปริมาณที่มากพอต่อความต้องการของร่างกาย
นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ยังช่วยชะลอการเกิดโรค หรือบรรเทาความรุนแรงของโรคได้
เมื่อผู้สูงอายุเกิดโรคเหล่านั้นขึ้น ต้องมีการรักษาในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม
ดังควรควรที่จะปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง
โรคความดันโลหิตสูง
ความหมายของโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง
หมายถึง (อังกฤษ: Hypertension) เป็นภาวะทางการแพทย์อย่างหนึ่ง
โดยจะตรวจพบความดันโลหิต อยู่ในระดับที่สูงกว่าปรกติเรื้อรังอยู่เป็นเวลานาน
ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ในปี 1999 ว่า
ผู้ใดก็ตามที่มีความดันโลหิตวัดได้มากกว่า 140 /90
มม.ปรอทถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง และ การที่ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน
เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหัวใจ โรคไตวาย
เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต ฯลฯ
โรคความดันโลหิตสูง
เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน
คนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น
เมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนมากจะไม่ได้รับการดูแลรักษา
ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไม่มีอาการทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสนใจ
เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจและรักษา
ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร
การควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
โรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่รับประทานเกลือน้อย
ตัวอย่างเช่น ชาวญี่ปุ่นตอนเหนือรับประทานเกลือมากกว่า 27 กรัม/วัน มีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงถึง 39% ส่วนชาวญี่ปุ่นตอนใต้รับประทานเกลือวันละ
17 กรัม/วัน เป็นมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพียง 21%
อาการของผู้ป่วย
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการใดๆ
เลย หรืออาจจะพบว่ามีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ และเหนื่อยง่ายผิดปกติ
อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือนอนไม่หลับความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 2
กรณีด้วยกันคือ
กรณีที่
1 ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ได้แก่ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก
กรณีที่
2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
หรือเรื้อรัง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลอดเลือดสมองตีบ
เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือหลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได้
จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้ว่า
ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตจากหัวใจวายถึง
60-75 % ,
เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตัดหรือแตก 20-30 %
และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 %
ภาวะอาการแซกซ้อน
· หัวใจทำงานหนักขึ้น
ทำให้ผนังหัวใจหนาตัวและถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
ผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด
· อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก
ทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม
สมาธิลดลง
· เลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่พอ
เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อม
ทำให้ไตวายเรื้อรังและภาวะไตวายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก
· หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอย่างช้าๆ
อาจมีเลือดที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้
บางที่อาจปวดที่ก้น
ข้อควรเมื่อมีปฏิบัติเมื่อมีความดันสูง
1.
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ตัวอย่างเช่น การเดินเร็วๆ วิ่งเหยาะ หรือว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
ควรออกกำลังกายประมาณ 15-20 นาที อย่างน้อย 3-6 ครั้ง/สัปดาห์
2.
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด
เพื่อลดปริมาณเกลือซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงได้
3.
ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
และงดสูบบุหรี่
4.
ลดความเครียดของงานและภาวะแวดล้อม
5.
ลดน้ำหนักตัว
โดยเฉพาะในรายที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน
ความอ้วนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคความดันโลหิตสูง
6.
รับประทานยาและพบแพทย์สม่ำเสมอ
เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตและปรับยาให้เหมาะสม
โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน
หมายถึง เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ
อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงหรือต่ำเกินไปจนทำให้เกิดภาวะฉุกเฉินต่อร่างกาย
โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม
โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด
ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ชนิดโรคของเบาหวานและสาเหตุของโรคเบาหวาน
เบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
โรคเบาหวานชนิดที่
1
สาเหตุของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1
เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน
ทำให้ร่างกายหยุดการสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายอย่างแน่ชัดว่า
ทำไมภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงทำลายเซลล์ของตับอ่อน
แต่เราก็ทราบว่าปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับโอกาสการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือ การได้รับสารพิษ,การติดเชื้อ, การแพ้นมวัวโดยเฉพาะในเด็กเล็ก
โรคเบาหวานชนิดที่
2
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม นอกจากนี้
ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักตัวมาก การขาดการออกกำลังกาย และวัยที่เพิ่มขึ้น
เซลล์ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2
ร่างกายยังคงมีการสร้างอินซูลิน
แต่ทำงานไม่เป็นปกติเนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน
ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว
และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด
เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
อาการของโรคเบาหวาน
ถ้าหากพบอาการดังต่อไปนี้
ควรปรึกษาแพทย์
• ปัสสาวะมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น
• ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น (ระหว่างช่วงเวลาที่เข้านอนแล้วจนถึงเวลาตื่นนอน)
• หิวน้ำบ่อยและดื่มน้ำในปริมาณที่มากๆ
• เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
• น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
• ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
• สายตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน
• เป็นแผลหายช้า
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
โดย
เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง
หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย
• ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)
• เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน endothelium ของ
หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา
ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น Basement
membrane มากขึ้น ทำให้ Basement membrane หนา
แต่เปราะ หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย
เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง
Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง
• ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)
• พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให้ Nephron
ยอมให้ albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น
ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้
ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 2- 3 ปี
นับเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
• ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)
• หากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ
ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีแผล
ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง
จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation
ในที่สุด
• โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)
• โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)
• โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)
• แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer)
การดูแลป้องกันโรคเบาหวาน
• ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
การรักษาจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์
ผู้ให้คำแนะนำเรื่องโรคเบาหวาน โภชนาการและยา
การรักษานี้จะช่วยให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย
และการใช้ยารักษา
• ควรเจาะระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ ให้ปรึกษาแพทย์ว่าควรเจาะช่วงใด
และบ่อยแค่ไหนถึงจะดี
• ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพรอาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด
จะต้องตรวจสอบกับแพทย์และเภสัชกรก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ยาเหล่านี้
การรักษาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุมีเป้าหมาย
1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดชีวิต
คือประมาณ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือด
แต่อย่างไรก้ตามปัจจุบันเราได้ใช้ค่าน้ำตาลแบบฮีโมโกลบินเอวันซีในการประเมินผู้ป่วยเบาหวาน
ค่าฮีโมโกลบินเอวันซี ที่เหมาะสมคือต่ำกว่าร้อยละ 7
2. ป้องกันหรือชะลอโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
(สมอง ใจ ไต ตา ชา แผล)
3. เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
คือให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพ
4.นอกจากนี้เรายังจำเป็นต้องควบคุมระดับความดันโลหิต
โดยระดับความดันโลหิจที่เหมาะสม คือ น้อยกว่า 130/90
มิลลิเมตร ปรอท และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย
โดยดูจากระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ ต้องน้อยกว่า 100
มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ดังนั้นการรักษาโรคเบาหวานจะต้องอาศัยการควบคุมอาหาร
การออกกำลังกาย และการใช้ยา
ซึ่งทั้งนี้ต้องการกำลังใจของผู้สูงอายุและความร่วมมือจากญาติพี่น้องหรือผู้ดูแล
การใช้ยารักษาจะเริ่มเมื่อผู้ป่วยสูงอายุไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้บรรลุเป้าหมายด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย
การใช้ยาจึงมีความสำคัญมากต่อชีวิตผู้ป่วยเบาหวานในปัจจุบันซึ่งมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากในอดีต
โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาที่เหมาะสมคือออกฤทธิ์ไม่แรงและหมดฤทธิ์เร็ว
เริ่มจากขนาดยาต่ำๆ ก่อน มีวิธีการใช้ยาที่ง่ายและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ใช้ยาจะต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วยเสมอ
ผู้จะต้องใช้ยาตลอดชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและอาการของโรคเบาหวานตามเป้าหมายที่กำหนด
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรผู้ป่วยสูงอายุจึงจะอยู่กับโรคเบาหวานและการใช้ยาอย่างมีความสุข
สมองเสื่อม
สมองเสื่อม
หมายถึง
สภาวะของสมองที่เสื่อมถอยด้อยลงจากเดิมไม่ใช่เฉพาะเรื่องความจําเพียงอย่างเดียวยังรวมถงความคิดการตัดสินใจ
และพฤตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ซึ่งบางคนมีการเปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้าง
และเมื่อมีอาการมากขึ้นจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้สมองเสื่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคนทุกอายุเป็นเพราะสมองเสื่อมเกิดจากหลายสาเหตุ
ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุแต่ไม่ใช่เมื่อมีอายุมากขึ้นเข้าสู่ผู้สูงอายุแล้วจะเปนโรคสมองเสื่อมเสมอไป
โรคสมองเสื่อมนี้มีได้หลายแบบโดยไม่ จําเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป
นั่นก็หมายความว่าอัลไซเมอร์เป็นสมาชิกองโรคสมองเสื่อม
อาจเกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบ โรคพันธุกรรม หรือแม้แต่จากยาบางชนิดก็ได้
ความเครียดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําลายสมองได้โดยตรง
และเร่งให้สมองคนหนุ่มสาวเสื่อมลงได้จนกลายเป็นสมองฝ่อๆ ของคนแก่ได้
ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น
สําหรับผู้บริหารระดับสูงหรือผู้ที่ ต้องใช้สมองมาก รับผิดชอบสูง
และใช้สมองแบบไม่หยุดหย่อน ปล่อยปละละเลย ไม่ผ่อนคลาย
สร้างสารก่อความเครียดให้กับตัวเองทุกๆ วัน
ความเสื่อมและความชราของสมองก็จะเร่งเข้ามาหาได้เร็วขึ้น
อัลไซเมอร์
(Alzheimer) คือ เป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการหลงๆ
ลืมๆ จําความไม่ได้ จำเรื่องที่เพิ่งพูดไปได้ไม่นานก็ลืม
ชอบเล่าเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทักษะต่างๆ
ที่เคยทําได้หรือฝึกฝนมาเป็นอย่างดีก็ลืมทำไม่ได้ เดินหลงทิศทาง
การแก้ไขปัญหาง่ายๆ ทำไม่ได้ซึ่งเกิดจากการหลั่งในสมองที่เกี่ยวกับความจําลดลง
และมีการตายของเซลล์สมอง พบว่ามีสารผิดปกติข องแอ มีลอยด์(amyloid) ในสมองผู้ป่วย
ทําให้การทํางานของสมองเสื่อมลงจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจําวันของผู้ป่วยโรคนี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ
ตรงที่ ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ประคับประคองไม่ให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
สมองเสื่อมจากหลอดเลือดแข็งหรือตัน
เป็นภาวะที่คอเลสเตอรอลสะสมอยู่ในผนังเลือดจนเกิดแผลเป็นและเกิดคราบสะสม
ทําให้หลอดเลือดตีบแคบ มักเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงสมอง หัวใจไต
และแขนขา หากเกิดการอุดตันมากๆ เลือดจะไปเลี้ยงสมองได้น้อย
เกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน
อาจทาให้ผนังหลอดเลือดแตกเลือดออกในสมองบริเวณตำแหน่งที่เกิดโรค
ถ้าอาการขาดเลือดไปเลี้ยงสมองนี้ ไม่เกิดขึ้นอีก ความจําก็จะดีขึ้นเหมือนเดิม
แต่ถ้าสมองขาดเลือดไปเลี้ยงอีกบ่อยครั้ง ความจําก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆอาจทําให้เกิดความพิการอย่างถาวร
เพราะเซลล์ประสาทสมองบริเวณนั้นตายอาการที่แสดงออกถึงความผิดปกติเช่น
อาการพูดผิดปกติสูญเสียการทรงตัวทําให้เดินผิดปกติ
สูญเสียความรู้สึกของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาต
ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพหลอดเลือดและระยะเวลาของการขาด เลือดไปเนื้อเยื่อสมอง การสูญเสียความทรงจําย้อนหลัง
เป็นภาวะสมองเสื่อมคล้ายกับโรคอัลไซเมอร์แต่ ภาวะนี้จะเกิดขึ้นอยู่อย่างฉับพลัน
ปัจจัยเ
สี่ยงต่อโรคคือการกินอาหารไม่ระมัดระวังการสูบบุหรี่ความดันเลือดสูงดื่มสุราคอเลสเตอรอลสูง
โรคเบาหวาน และขาดการออกกำลังกาย
พาร์กินสัน
(Parkinson) เกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองส่วนซับสแตนเชียไนกรา (substantia
nigra) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายและสร้างสารโดปามีน
(dopamine) เมื่อสารโดปามีนต่ำ กล้ามเนื้อจะกระตุกและเกร็ง
เคลื่อนไหวช้าลง ผู้ป่วยร้อยละ 30-40 มีสติปัญญาต่ําลง ความจําอาจยังดีอยู่แต่จะดึงความจำออกมาได้ยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้น
วิธีการป้องกัน
มนุษย์ทุกคนมีองค์ประกอบ
2 อย่างที่เหมือนกัน คือ ร่างกายและจิตใจ หากทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน
มีความสมดุลกัน ย่อมทำให้มนุษย์นั้นมีร่างกายแข็งแรงและสุขภาพจิตดี
ดังนั้นการป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงควรจะดูแลทั้งสองส่วนด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้
1. การบริหารสมอง (Brain Activation)
2. การบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่
หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดความดันเลือดสูง หรือไขมันในเลือดสูง
3. รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันเลือดสูง
4. รักษาจิตใจให้แจ่มใส ไม่เคลียด
การบริหารสมอง
(Brain
Activation) สามารถทำได้ง่ายๆ
ด้วยการฝึกทักษะการใช้มือ เท้า และประสาท สัมผัสทั้ง 5
ให้สามารถรับรู้ข้อมูลและเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ทั้งในรูปแบบอยู่กับที่
แบบเคลื่อนที่หรือแบบใช้อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว โดยการทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดการเชื่อมโยงของระบบกล้ามเนื้อระบบประสาท
และสมองส่วนต่างๆทำงานประสาทสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ
ส่งผลโดยตรงกับโครงสร้างของสมอง เกิดการพัฒนา และทางอ้อมทำให้ร่างกายแข็งแรงมีพลัง
จิตใจสดชื่นแจ่งใส เกิดความสุขอารมณ์ดี สารเคมีในสมองจะหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (endorphin)
ส่งผลดีต่อสมอง
ตัวอย่างกิจกรรมช่วยบริหารสมอง
เช่น
1. การเต้นรำเป็นกิจกรรมที่ทำใหสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาทำงานเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กันทั้งระบบ
2. การเล่นหมากรุก หมายฮอส
หมากล้อม Cross word โยคะ รำมวยจีน
เป็นกิจกรรมที่ช่วยตุ้นสมองให้เกิดผลทางตรงได้ คือ สมองส่วนต่างๆต้องคิดและวางแผน
มีการตัดสินใจ สมาธิ เกิดการประสานกันของกล้ามเนื้อมือกับตาส่วนการเชื่อมโยง
3. การต่อจิ๊กซอว์
เป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการคิด
การวางแผนและจินตนาการภาพอย่างมีทิศทางมีการทำงานที่ประสานกันของกล้ามเนื้อมือและตา
การกะระยะ การตัดสินใจ ทำให้เกิดสมาธิ
4. การทำงานบ้านหรืองานอดิเรก
ก็สามารถบริหารสมองได้เช่นกัน ด้วยการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง 2
ข้างทำงานประสานกัน เช่น การใช้มือทั้งสองข้างจับไม้กวาดสองด้ามปัดกวาดพร้อมกัน
การล้างรถและเช็ดรถด้วยสองมือหรือฝึกทํากิจกรรมต่างๆที่ต้องใช้ร่างกายซีกซ้ายและขวาทํางานด้วยกัน
ก็เท่ากับช่วยให้สมองทั้ง 2 ซีก ได้รับการกระต้นและทำงานอย่ามีประสิทธิภาพขึ้นด้วย
5. การฟังเพลง
อาจหลับตาเพื่อจะได้มีสมาธิจดจ่อกับดนตรีได้ดีขึ้น
6. การปั้นดินน้ำมัน
หรือประดิษฐ์ดอกไม้จากแป้ง ก็จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวหนังให้ได้รับรู้มากขึ้น
การขจัดความเครียด
จะช่วยให้ความคิดแจ่มใสซึ่งแนวทางที่ดีที่สุดคือ
การเรียนรู้วิธีการและหารูปแบบที่เหมาะสมกับตนเองให้ได้มากที่สุด
และสามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงได้ ด้วยวิธีการดังนี้
1. หาเวลาผ่อนคลายให้กับตนเอง
2. หายใจให้ถูกวิธี โดยการฝึกหายใจเข้าออกลึกๆช้าๆ
3. การทำสมาธิ
อาหารบํารุงสมอง การเลือกกินอาหารที่
มีสารบํารุงสมองอย่างเหมาะสมจะทําให้สุขภาพของสมองเจริญเติบโตแข็งแรง สามารถทํางานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งสารอาหารที่บํารุงสมองมีหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่
1. คารโบไฮเดรต : ธัญพืชหรือถั่ว
2. กรดโฟลิก :
ผักใบเขียวทุกชนิด แครอตแคนตาลูป ฟักทองอะโวคาโดธัญพืชและถั่วต่างๆ ตับ ไข่แดง
ข้าวซ้อมมือ น้ำส้ม มะนาว สตอเบอรร์รี กล้วยน้ำว้า
3. กรดอะมิโน : ถั่วเหลองื
ชีส อัลมอนด์ถั่วลิสง งา เมล็ดฝักทอง นม หอย กุ้ง
4. วิตามินบี ซีและอี :
ธัญพืชและถั่ว เนื้อสัตว์ต่างๆ ผักสีเขียว นม กล้วย ไข่ ผลไม้รสเปรี้ยว
5. แร่ธาตุ ได้แก่
แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี ไอโอดีน : ธัญพืชและถั่วต่างๆ ผักใบสีเขียว
เมล็ดฝักทอง กล้วย ส้ม องุ่น ลูกพรุน เนื้อสัตว์และอาหารทะเลต่างๆ นม โยเกิร์ต
6. โอเมก้า-3 : ปลาทะเลน้ำลึก
ปลาทูน่า ปลาแซวมอน ที่มี EPA และ DHA
7. เลซิทิน : ไข่แดง ตับ
ถั่วเหลือง
บทสรุป
โรคของผู้สูงอายุนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะเกิดโรคเหล่านั้นได้
เช่นการทานอาหาร การใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน
และมีความแตกต่างกันมาก
ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
เราจึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เช่น
โปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน
และเกลือแร่ รวมทั้งน้ำ เป็นต้น
ทั้งนี้ต้องรับประทานอาหารให้ถูกส่วน
ในกรณีที่มีอายุมากควรลดปริมาณอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน เนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายโดยต้องพิจารณาถึงเพศ วัย
น้ำหนักส่วนสูง
และอาชีพของแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ต้องมีการออกกำลังกายในรูปแบบที่เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย
เช่น วิ่งเยอะๆ หรือวิ่งอยู่กับที่ เล่นโยคะ กระบี่กระบอง เป็นต้น ผู้สูงอายุไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป
อาจจะทำให้เหนื่อยและเกิดโรคต่างๆเกิดขึ้นได้ในเฉียบพลัน
ดังนั้นผู้สูงอายุทุกท่านควรกำลังกาย และทานอาหาร ให้มีความเหมาะสมกับร่างกาย
และการทำงานของแต่ละทานให้เหมาะสมด้วย และทำจิตใจให้สงบ และมีความสุขในการใช้ชีวิต
• โครงงานนี้มีปัญหาอย่างไรในการจัดทำ
ตอบ
1.
มีปัญหาในด้านการตัดสินใจในโครงงานว่าจะเลือกหัวข้ออะไร
2. มีปัญหาในด้านการเลือกโรคของผู้สูงอายุมาเป็นตัวอย่างในโครงงาน
3. มีปัญหาในด้านการหาเนื้อหาของโรคที่จะนำมาเป็นตัวอย่างของโครงงาน
• โครงงานนี้ให้ประโยชน์อย่างไร
ตอบ
1.
ทำให้สมาชิกในกลุ่มมีความรู้
วิธีป้องกันและวิธีการรักษาของโรคผู้สูงอายุ
2.
ทำให้สมาชิกในกลุ่มนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์กับคนในครอบครัวที่เป็นโรคของผู้สูงอายุ
3. ทำให้สมาชิกในกลุ่มได้นำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้กับบุคคลอื่นๆได้รับความรู้
4. ทำให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความสามัคคีในการทำโครงงาน
• ในการจัดทำโครงงานนี้ได้รับความรู้อย่างไร
ตอบ
1.
ทำให้มีความรู้ และความเข้าใจในโรคของผู้สูงอายุมากขึ้น
2.
ทำให้รู้ถึงวิธีป้องกัน และวีธีรักษาในโรคของผู้สูงอายุมากขึ้น
3.
ทำให้ได้รับความรู้ วิธีการรักษา และวิธีการป้องในเรื่องโรคเบาหวาน
4.
ทำให้ได้รับความรู้ วิธีการรักษา และวิธีการป้องในเรื่องโรคโลหิตสูง
5.
ทำให้ได้รับความรู้ วิธีการรักษา และวิธีการป้องในเรื่องโรคสมองเสื่อม
บรรณานุกรม
ผศ.พญ.
ชนิดา กาญจนลาภ. ความดันโลหิต. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ดวงกมลสมัย จำกัด , 2549
เอื้อมพร
สกุลแก้ว. คู่มือเบาหวาน. พิมพ์ครั้งที่ 1.
กรุงเทพฯ : บริษัท เฮลท์ธี ไลฟ์ สไตล์ จำกัด , 2548
สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก
เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ, สมองเสื่อม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.oppo.opp.go.th/ (วันที่ค้นข้อมูล : 25 มิถุนายน 2555).
วิกิพีเดีย,
ความดันโลหิต. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/ (วันที่ค้นข้อมูล : 26
มิถุนายน 2555).
M2F. " work & life : สังคมผู้สูงอายุ : โอกาสทางธุรกิจ" M2F. วันศกร์ที่ 29 มิถุนาน 2555. หน้า 16.
